จบแล้ว >< ในที่สุด ก็จะได้เิดินฟิกอื่นซะที
อ่า... สวัสดีค่ะ ^^
ช่วงนี้ตกบ่อยมากก็เลยอยากอยู่บ้านแต่...ต้องติดเรียนนี่ล่ะสิ
เอาฟร่ะ แค่ปีเดียวพยายามหน่อยน่า
มาอัพฟิกดีกว่า~~~
ตอนที่แต่งเรื่องนี้ในใจก็คิดว่า เอามาลงนี่จะดีแน่หร๊อ คิดหนักนะเนี่ย
แต่ไปแต่งมาโอเค ถือว่าบุกเบิกเลยนะ จับปมยากหน่อยเพราะคลำเอาตรงไหนเป็นส่วนสำคัญ
ไม่ได้เลยอ่ะ แถมดำมืด มีแต่แถไปตามน้ำ จะยังไงก็ของความกรุณาจากคนอ่านด้วยนะค่ะ
ต่อไปนี้จะเป็นการลงฟิก Y ใครที่รับไม่ได้เชิญปิดไปเลยค่ะ ไม่ว่าอะไรหรอก ^^
ปล. Nc 20 น่ะค่ะ (มันสู้กัน)
เสียงฝีเท้าก้าวกระทบบนพื้นหิีนสีนิลซึ่งปรากฎเงาสะท้อนอยู่ทุกขณะที่เเสงจากคบเพลิง
สีเงินยังไม่ดับมอด ดวงไฟสีเงินเหล่านี้ลุกโชนอย่างเงียบเฉียบไม่เหมือนดวงไฟสีส้มอ่อนที่ปะทุ
อย่างเริงร่าบนผืนโลก
เรือนกายภายใต้ชุดเกราะต่างสีทั้งสองเดินเคียงคู่อยู่ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งอันเเสนจะวังเวง
หากเพียงแหงมองขึ้นสู่เบิ้องบนก็จะพบแต่เพียงความเว้งว้างหวีดหวิดด้วยเสียงลมโกรกสงัด
แว่วเสียงสะท้องดังมาเนื่องๆจากที่ไกลแสนไกล หรือหากจะสอดสายตาเป็นบริเวณรอบก็จะ
พบความสนธยาอย่างไม่สิ้นสุด หากเป็นผู้อื่นลองได้มาเดินในสถานที่แห่งนี้ก็จะรู้สึกราวกับ
ตนเองกำลังถูกกดดันเหมือนดังจมน้ำในอากาศก็มิปาน หากจะไม่ใช่กับบุคคลที่ฝึกฝนมาอย่าง
ดีอย่างเช่นบุคลทั้งสองนี้เท่านั้น
"เฮ้อ...ไม่นึกว่าข้าจะได้มาเดินเล่นกับเจ้าเหมือนกับว่าว่างงานอะไรเช่นนี้" ดวงตาสีฟ้าล้อม
กรอบด้วยเรือนผมยาวสยายสีทองจับจ้องคู่สนทนาที่หันมาตามเสียงพูดของตน "ว่าไงล่ะ...หืมม์
ซุยเคียว"
"ไม่นึกว่าเจ้าจะคิดว่าเรากำลังเดินเล่น แต่หากเป็นยังนั้นจริง"...."ข้าก็คงไม่เลือกเจ้า และไม่
เลือกที่นี่ด้วย" ซุยเคียวกล่างตอบอย่างเย็นชาโดยไม่สนใจประกาววาววาบที่ลุกโชนขึ้นมาบนนัยน์
ตาสีฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง
"ที่ไหนเลยจะน่าพิศมัยเท่ากับการได้อยู่บนผืนโลกอันแสนงดงามเล่า" ริมฝีปากบางยั่วยิ้มกวน
โมโหอีกฝ่าย "ใช่ไหมเล่า?...ซุยเคียว"
"เฟลเมล" ร่างที่ผอมบางกว่าหมุนกายเข้าเผชิญกับอีกฝ่าย "ต่อให้ข้าต้องย้ำเท่าไหรข้าก็จะทำ"
นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยราวผิวน้ำนิ่งใสดั่งกระจกเงาสบเผชิญอย่างเย็นชา "ข้ามอบชีวิตเเละวิญญาณเพื่อ
ท่านผู้นั้น แม้จะทำให้ข้าต้องร่วมทางกับเจ้าข้าก็จะไม่เก็บไปถือว่ามันโชคร้ายเพียงไหน...แ้ม้่จะใช่ก็ตาม"
สิ้นคำพูดที่แฝงนัยความและน้ำเสียงที่แสดงความรังเกียจตนร่างของเฟลเมลก็สั่นสะท้านเพราะ
ต้องกลั๊วขำอย่างเหียมเกรียมก่อนจะโผมือไปคว้าเอาข้อเเขนขึ้นมาบีบแน่นจนซุยเคียวรู้สึกเจ็บแปล๊บ
เหมือนถูกคีมหนีบ หากไม่สวมชุดเกราะอยู่แล้วล่ะก็พรุ่มนี้คงขึ้นรอยเขียวระบมเป็นแน่
"ซุยเคียว" ริมปีปากของผู้พูดจ่อใกล่กับใบหูของเจ้าของชื่อ ถ้อยคำกระซิบเบาเรียกอามรณ์ที่เคย
เฉยชาให้ร้อนระอุขึ้นอยูุ่่เป็นริ้วๆ "ลองเจ้าเผยพิรุธแม้แต่น้อยแล้วล่ะก็ ข้าจะจัดการเจ้าโดยไม่เว้นว่า
ท่าผู้นั้นจะโปรดปราณเจ้าเพียงใด"
สิ้นคำพูดชายหนุ่มก็สะบัดแขนของตอนให้หลุดจากการเกาะกุมก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทางขึ้นสู่
พิภพเบื้องบนในทันที
.
.
.
.
อาชาสีนิลควบทะยานกรุยทางหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมอยู่ทั้วอณาบริเวณเขตของผืนป่าแห่ง
หนึ่งต้นไม้นับร้อยได้ปลิดขั้วใบโรยราก่อนที่ฤดูหนาวจะเยือนมาถึงเหลือเพียงแต่กิ่งก้านบิดงอสีดำ
ทมิฬที่ดูเหมือนกับแขนของภูติผีปีศาจโบกไหวยามที่สายลมโกรกพัด
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดสว่างบนท้องฟ้ากระจ่างใสเป็นแสงเพียงหนึ่งเดียวที่คอยส่องนำหนทาง
ให้แก่ผืนป่าในยามรัตติกาล แลเห็นนกเค้าแมวตัวหนึ่งที่คอยจับจ้องนักเดินทางผู้ย่างกรายเข้าใกล้
อณาเขตของมันทั้งสอง เสียงหอมหายใจฟืดฟาดก่อให้เกิดไอควันบางเบาทำให้มันต้องขยับตัวอย่าง
ระเเววระวัง ดวงตาสีเหลืองวาวเหมือนแมวของมันหรี่จ้องอย่างประสงค์ร้ายก่อนจะโผบินหนีไปเมื่อ
คนทั้งสองผ่านเข้าใกล้ตนไม้ที่มันซ่อนตัวอยู่
"ม้าของเราอ่อนแรงลงเต็มทีแล้ว" ซุยเคียวกล่าวพลางหอบหายใจ "ข้าได้ยินเสียงสายลมพัดผ่าน
ปากถ้ำมาจากทางพุ่มหนามนั่น เราควรจะพักกันก่อน" มือขาวซีดกุมบังเหียนจนแน่นแม้จะมีถุงมือผ้า
กันหนาวแต่ไอเย็นจากหิมะก็กรีดผิวเนื้อให้เจ็บแปล๊บเหมือนได้เเผลรอยขีดจนด้านชา
"ไม่ใช่แค่ม้าเสียแล้วล่ะ เผลอๆคนจะไม่ไหวเสียก่อนต่างหาก" เฟลเมลขยับยิ้มขำ ชายหนุ่ม
เคยได้ยินมาว่าผู้ร่วมทางของเขาเดิมเคยเดินทางฝ่าพายุหิมะในคืนที่ได้พบร่างทรงขององค์ฮาเดส
เป็นหนแรกแต่การที่ได้เห็นซุยเคียวระบายสีหน้าแดงๆผ่านแก้มขาวๆอย่างไม่พอใจก็ทำให้เขาพึง
พอใจมากทีเดียว
ม้าทั้งสองผ่อนฝีเท้าลงเมื่อผ่านเขตป่าหนาม แม้กระนั้นกิ่งหนามก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญจนกว่า
จะไปถึงถ้ำไ้ด้เฟลเมลก็ได้รอยแผลจากกิ่งหนามบาดผ่านแขนเสื้อเข้าไป หยดเลือดเล็กซึมจากบาด
แผลสดจนเปียกเปรอะเสื้อเชิรต์สีขาวตัวใน
เสียงเปลวเพลิงแตกปะทุภายในถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งกว้างพอที่จะให้ทั้งคนและม้าหลบหนาวได้
ซุยเคียวได้ที่เหมาะๆที่หนึ่งจึงนั่งลงเย็บเสื้อคลุมให้กับเฟลเมลพอเสร็จก็โยนส่งข้ามกองไฟคืนให้
เจ้าของเดิม
"ให้ข้าดูแผลหน่อยได้ไหม" เสียงเอ่ยถามจากอีกฝ่ายสร้างความแปลกใจให้คนถูกถามไม่น้อยนัก
"แปลกจริง ดูท่าหิมะจะละลายหมดพรุ่งนี่ซะเเล้ว" เฟลเมลลิ้กคิ้วสูง "ข้าไม่นึกมาก่อนว่าเจ้าจะ
ห่วงข้าขนาดนี้ ถึงกับเป็นฝ่ายเข้ามาคุยกับข้าก่อนเสียด้วย"..."เอาซิ ข้าฝากเจ้าเย็บแผลให้ด้วยล่ะกัน"
ในขณะที่ซุยเคียวกำลังทำแผลเฟลเมลก็เหม่อมองกองไฟที่เริ่มอ่อนแสงลง ความเงียบเหงาโรย
ตัวเข้ามาโดยไม่ทันรู้ตัว ก็ให้เกิดความง่วงงันเข้าครอบงำคนทั้งสอง ศีรษะที่ทรุดแนบเหนือไหล่ฝายของ
ชายหนุ่มเรียกสติให้หวงคืนจากภวังค์
"เจ้าทำแผลเสร็จแล้วหรือไง" เรียกพลางเขย่าตัว แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทีจะตื่นเป็นแน่จึงเอนตัว
ของซุยเคียวให้หนุนอิงตนก่อนทีจะผลยหลับตามไปอีกคน
.
.
.
.
"ลำบากเจ้าแล้วล่ะนะ อาเทวิส ลูคอฟ" ซุยเคียวตบแผงคอของม้าทั้งสองเป็นสัญญาณให้
ม้าทั้งสองรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางแล้ว ลูคอปที่แสนว่าง่ายของเฟลเมลดูจะสงบเสงี่ยมมาก
กว่าอาเทวิสที่ออกอาการลิงโลดทันทีเมือรู้ว่าจะได้ออกเดินทางหาที่พักผ่อนดีๆ
"แดดแรงผิดจากเมื่อคืนลิบลับเลยนะ" เฟลเมลกล่าว "รีบหน่อยจะดีกว่านะ เผือว่าจะไปไม่
ทันตอนที่ธารน้ำเเข็งยังเกาะตัวกันอยู่"
ไม่ผิดที่เฟลเมลว่า ตอนนี้กระแสน้ำจากใต้ธารน้ำแข็งเริ่มไหลตัวอ่อนๆแล้ว แผ่นพื้นน้ำแข็งเริ่ม
ใสขึ้นจนมองเห็นปลาที่แวกว่ายอยู่ใต้ล่าง ยิ่งลึกเท่าไหร่สีของสายน้ำเบื้องล่างก็เริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆจน
มองไม่เห็นเป็นว่ามีสิ่งใดแฝงการภายใต้ความมืดมิดอยูบ้างลอบล่องจนน่าขนลุก ทันทีที่เริ่มก้าวลง
ไปอาเทวิสออกอาการตื่นกลัวต่างจากลูคอปที่ย่างเหยาะให้เบาที่สุด จนในที่สุดซุยเคียวก็จำต้องกึ่ง
จูงกึ่งลากให้ข้ามธารน้ำแข็งไปด้วยกัน
"เจ้านี่เข้ากับม้าได้ดีเหลือเกินนะ" เฟลเมลตั้งข้อสังเกต
"ข้าก็สอนให้ทุกคนทข้าี่รู้จักเรียนวิธีพูกมิตรกับม้านั่นแหละ" ... "แต่ถึงยังไงข้าก็ชอบม้า
มากกว่าคนล่ะนะ"
"เจ้าเจ้าเด็กเปกาซํสกับ โกลด์เซนต์อีกสองคนนั่นล่ะ...เป็นข้อยกเว้นหรือ..." เสียงบางอย่างแตก
ร้าวดังขึ้นอย่างได้ยินโดยชัดเจน ธารน้ำเเข็งเริ่มปริตัวแตกออกจากกันรอยร้าวของมันลากเป็นทางยาว
ด้วยมือที่มองไม่เห็นและพื้นบางส่วนก็ทรุดตัวลง เสียงกรีดร้องของอาเทวิสทำใหลูคอฟต้องโผทะยาน
เอาตัวรอดส่งผลใหพื้นน้ำแข็งในส่วนที่ถูกกีบเท้าบดเหยียบต้องเป็นหลุมกว้าง และพื้นน้ำเเข็งก็เคลื่อน
ตัวไปตามกระแสน้ำที่เพิ่มกำลังเเรงขึ้น
"ซุยเคียวทิ้งม้านั่นซะ!!!!" เสียงตะโกนแหวกอากาศของเฟลเมลดังขึ้นเมื่ออาเทวิสเกิดการการ
ตื่นจนไม่สามารถข้ามออกมาจากพื้นน้ำแข็งได้ ฝามือของซุยเคียวซึ่งพยายามเหนี่ยวรั้งเอาไว้ครูด
กับสายบังเหียนจนเป็นรอยแผลกรีดขนาดใหญ่ ชายหนุ่มปลาบประโลมม้าของตนอย่างอดทนแต่
แล้วขณะที่อาเทวิสเริ่มก้าวขาออกไปพื้นน้ำแข็งที่รับหน้ำหนักไม่ไหวก็ทรุดตัวจมลงเสียก่อน
ทุกสิ่งในโลกรอบกายดูเหมือนจะเเปรเปลี่ยนเป็นความโหดร้ายในทั้นที ภาพแห่งสีน้ำเงินเข้า
โอบล้อมทำให้มึนงงและไม่อาจแยกแยะออกได้ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งไหน กระเเสน้ำยะเยือกราวกับเรื่อน
กายของมันจุราชสูบเอาจะหวะลมหายใจออกไปจากปอด แต่กลับรู้สึกได้ว่าเรียวมือของตนนั้นสัมผัส
กับบางสิ่งจนเจ็บแปล๊บ และกลิ่นคาวเลือดจางๆจากผืนน้ำก็ฝ่านเข้าไปในจมูกจนเจ็บแสบ ภาพทั้ง
หลายเหล่านนี้ซ้อนทับระเนระนาดจนเรียงความไม่ได้เว้นเสียแต่เสียงสุดท้ายที่ฟังดูน่ากลัว เป็นเสียง
เรียกชื่อใครบางคนซ้ำเเล้วซ้ำเล่า ราวกับพยายามที่จะปลุกให้คนตามพื้นขึ้นมาก็มิปาน และเพียงเท่า
นีซุยเคียวก็ไม่ต้องการรับรู้สิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
.
.
.
.
ดวงไฟดวงเล็กๆจากปลายเทียนไหววูบตามการเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาของคนในห้องผู้ซึ่ง
กำลังรอให้ใครบางคนตื่นจากการหลับไหลอันยาวนานเสียที พลางครุ่นคิดอย่างหงุดหงิดถึงเหตุ
การณ์ที่ผ่านมา
"เจ้างี่่เง่าซุยเคียวเอ๊ย"...เฟลเมลระเบิดอารมณ์ด้วยการโยนหนังสือให้ลอยละลิ่วไปตกที่อีก
ฝากหนึ่งของห้อง
"ขอโทษ" ซุยเคียวที่ฟื้นขึ้นมาพอดีกล่าวกับเพื่อนร่วมตำแหน่งเดียวกันและรู้สึกต้องการน้ำ
สะอาดมาหล่อเลี้ยงลำคออันแห้งผากเป็็้นอย่ายิ่ง "น้ำ..."
"รู้ไหม....ตอนที่เจ้าโดนเจ้าม้างั่งนั่นล้มทับจนจมลงไปข้านึกว่าตำแหน่งเราจะว่างอีกเสียเเล้ว"
เฟลเมลเริ่มเล่าเหตุการณ์ขณะที่กำลังช่วยประคองซุยเคียวให้ดื่มน้ำได้อย่างสะดวก " แต่กลายเป็นว่า
ม้าของเจ้ากลับแบกเจ้าขึ้นฝั่งได้หน้าตาเฉย...แต่ว่านะฟันเจ้าก็สวยดีเหมือนกันนี่" ว่าพลางหัวเราะอายๆ
ซุยเคียวใช้เวลาครู่นหนึ่งเพื่อขับไล่ความมึนงงของตน และอีกครู่หนึ่งในการตีความประโยคสุด
ท้ายก่อนที่จะตีสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นอย่างน่าสงสาร
"ขออนุญาตนะค่ะ" เสียงหวานๆของสวยน้อยนางหนึ่งดังขึ้นจากอีกฟากของบานประตู เฟลเมลลุก
ไปเปิดประตูให้สาวน้อยนางนั้นเข้ามา เธอมีดวงหน้าแฉล้มแลน่ารักแบบเด็กสาวที่ถูกอบรมมาอย่างดี
ดวงตาสีบรั่นดีคมเข้มแฝงแววไร้เดียงสาจ้องมองเฟลเมลอย่างเอียงอาย หลังจากกล่าวขอบคุณเบาๆ
"เอ่อ..." นางเริ่มกล่าวถึงธุระของนาง "ข้ามีนามว่าอิเรอาค่ะท่านพ่อให้ข้ามาเรียนท่านว่าวันนี้จะมีพิธี
การประหารแม่มด..." สีหน้าของนางแดงขึ้นเล็กน้อย "หากนายท่านทั้งสองต้องการจะไปดูก็ต้องไปรวม
ที่บาร์ก่อนเทียงนี้ค่ะ"
"ข้าไปแน่ฝากบอกพ่อเจ้าด้วยว่าข้าขอบคุณมาก" เฟลเมลใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล "แต่ข้าไม่รู้ว่าเมืองนี้
ก็ยังมีการการล่าแม่มดอยู่ด้วย เจ้าพอจะบอกข้าได้ไหมว่าผู้โชคร้ายของวันนี้เป็นใครกัน"
ขอบตาของเด็กสาวร้อนผะผ่าวขึ้นทันที นางพยายามกลั้นน้ำตาที่รินไหลออกมาหยุดลง เฟลเมล
ต้องประคองเธอให้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ซึ่งซุยเคียวเพิ่งจะรู้สึกว่าการตกแต่งของห้องนี้ดูหรูหรามาที
เดียว อาริอาก็เหมือนเด็กสาวชนชั้นกรรมกรทั่วไปในสมัยนั้น คือ ถูกกดขี่และมากเลห์ในการเอาตัว
รอด เมื่อเธอได้ไวน์ชั้นสูงสักแก้วเธอก็เลิกฟูมฟายเป็นปลิดทิ้ง
"คนที่จะถูกเผาวันนี้คือเพื่อนพ้องของข้าค่ะ...พวกเขาเป็นชนชั้นกลางจึงต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ข้ายัง
โชคดีอยู่หน่อยที่นายท่านนั้นเมตตา ท่านใจดีมากแม้แต่กับ...โอ้ ข้าไม่ควรออกนอกเรื่องเลย" นาง
ยิ้มหวาน เห็นได้ชัดว่าอาริอาี้มีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่นัก ด้วยวัยที่เลยวัยเด็กมาเพียงเล็กน้อยเเต่กลับ
มากไปด้วยเสน่ห์และมารยาที่แสนเป็นธรรมชาติ
"หัวหน้าของพวกควิกสิเตอร์*เป็นหลานชายของหลวงพ่อในเมืองใหญ่ค่ะ" เธอเริ่มเล่า "ชาวบ้านทำ
อะไรไม่ได้เลย พวกนั้นยึดเเละขายทรัพย์สินสิ่งของของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ส่วนใหญ่เมื่อถูจับ
ตัวไปจะไม่มีทางรอด" คราวนี้นางเปลี่ยนไปพูดเสียงเบา "นายท่านค่ะ นักเดินทางอย่างพวกท่านต้อง
ระวังตัวให้มากเอาไว้ โ ดยเฉพาะผู้ที่มีสีผมและสีตาอย่างเช่นนายท่านค่ะ" คำพูดที่สื่อความถึงซุยเคียว
ฟังดูเย็นยะเยือก อาจเป็นเพราะนางกำลังหวาดกลัวเขาก็เป็นได้
(ควิกสิเตอร์ - นักล่าแม่มด พวกนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอกแต่ใครจะทำอะไรได้ล่ะเนอะ - รินเอง)
ด้วยเหตุนี้เฟลเมลจึงค่อยๆหลอกให้อาริอาช่วยเหลือในการปลอมตัวซุยเคียวให้รอดพ้นจากหู
ตาของเหล่าควิดสิเตอร์ สาวน้อยแอบหยิบวิกผมสีบอลน์ของท่านผู้ชายมาสวมให้ และจัดการแต่หน้า
อ่อนๆ ให้ด้วย
.
.
.
'นั่นใคร...' ครั้งแรกที่เฟลเมลเห็นเขาไม่อาจควบคุมตัวไม่ให้ค้างขากรรไกรเสียนานไ้ด้ เมื่อร่างที่
คุ้นเคยถูกแปรเปลื่อนให้กลายเป็นอีกคนหนึ่ง เด็กหนุ่มผมบอลด์ดูสุภาพก้าวลงมาจากบันได เขาดู
เหมือนหนุ่มน้อยที่โผล่ออกมาจากในเทพนิยาย เรือนร่างนั้นดูผอมบางก็จริงแต่ดูผ่อนคลามและเเข็ง
แรงเรียกสายตาของผู้พบเห็นให้ค้างมองได้ง่ายๆ
'...นี่มันเด่นเกินไปแล้วไม่ใช่เหรอ...' ซุยเคียวคิดพลางลอบถอนหายใจ ขณะสาวเท้าเข้าไปหา
เพื่อนร่วมงานที่กำลังพะเน้าพะนอหญิงสาวสูงศักดิ์นางหนึ่งอยู่ 'เรื่่องแบบนี้ดูท่าจะถนัดนักนะ' ชายหนุ่ม
ต่อว่าทางสายตา โดยไม่สนใจว่าสตรีนางนั้นจะตะลึงค้างเช่นไร
"ข้าต้องของตัวก่อนะครับ" เฟลเมลโค้งตัวให้ท่านหญิง ก่อนจะลากซุยเคียวให้ไปกับตนที่มุมหนึ่ง
ตัวตาสีฟ้าไล่สายตาไปตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนที่จะหัวเราะอย่างพึงพอใจ แต่นั้นก็ส่งผลให้ซุย
เคียวเริ่มไม่มั่นใจในตนเองยิ่นขึ้น "ไม่เลวนิ...ดูเหมือน" เฟลเมลเชยคางขึ้นมาจับจ้องอย่างประเมินค่า
"พวกเด็กหนุ่มๆ ที่หากินกับพวกเศรษฐี...โอ๊ะ ข้าล้อเล่นหรอกน่า"
โดยปกติเเล้วชนชั้นสูงจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องนี้แต่นี่เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่มีเพียง 1 ใน 3
ของคนที่นี่จะได้อยู่อย่างพอมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนที่เหลือไม่เร่ร่อนก็จะไปเป็นกรรมกรแต่ที่นี่ก็ถือเป็น
สวรรค์ของเหล่ายิปซีก่อนที่พวกควิกสิเตอร์จะเข้ามา ไม่มีใครรู้หรือสนใจว่าพวกนี้จะเป็นอยู่อย่างไรและ
ไม่มีใครจำได้ว่าพวกเขาเห็นยิปซีคนสุดท้ายเมื่อใด
เฟลเมลและซุยเคียวยืนปะปนกับเหล่าผู้อยากรู้อยากเห็นซึ่งคอยเฝ้ามองผ่านหลังม่านจากตัวอาคาร
ซึ่งอยู่ใกล้กับลานประหารมากที่สุด ผู้คนเนืองแน่นอยู่บริเวณลานประหาร เมื่อกรงใส่นักโทษมาถึงบาง
คนก็จะขว้างปาผลไม้เน่า หรือก้อนหินเข้าใส่ จากที่ตรงนี้พวกเขามองเห็นเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับ
อาริอาเอื้อมมือไปจับกับหญิงชราผู้หนึ่ง ดูเหมือนนางจะสูญเสียดวงตาข้างขวาไปตลอดกาล เมื่อใดที่
นางกรีดร้องเสียงแหลมสูงของคนเสียสติก็จะยิ่งบาดแก้วหูเข้าไปทุกที นั่นทำให้ผู้คนเล็งเป้ามาที่เธอ
ก้อนหินมากมายถูกขว้าปาเข้าใส่กรงของเด็กสาวบ้างก็ถูกหญิงชราเข้าอย่างจังเพราะนางไม่ยอมปล่อย
มือที่เกาะกุมหลานสาวของนางเอาไว้ เมื่อเหล่าควิกสิเตอร์เข้ามาจัดการกับปัญหาพวกมันก็ควบม้าเข้า
เหยียบร่างของนาง เเละล้อเกวียนก็บดทับร่างของนางอีกทีโดยที่ไม่มีใครใส่ใจว่านางจะเป็นเช่นไร
บรรกาศภายในห้องเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตา เมื่อซุยเคียวแทบจะโผลุกขึ้นมาจากเก้าอี้อย่างกราดเกรียว
"...ได้ยังไง...ทำได้อย่างไรกัน" ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่งจึงเป็นที่สนใจของคนทั้งห้อง แล้วจู่ๆชายหนุ่มผู้
มีเรือนผมสีแดงสดใสก็เดินโอบไหล่สตรีร่างบางเข้ามา
"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ" เขาวางมือลงบนบ่าของซุยเคียว ก่อนจะยิ้มให้อย่างสุภาพ ทำให้เฟลเมล
หรี่ตาลงอย่างไม่ค่อยพอใจนัก "ไม่เป็นไรนะ คงพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกล่ะสิ" ชายหนุ่มผู้มีดวงหน้าคม
คายผู้นี้เอนตัวลงบนเบาะนั่งของเก้าอี้ซึ่งตั้งระหว่างเฟลเมลและซุยเคียวยิ่งทำให้เฟลเมลเบ้ปากอย่าง
ไม่พอใจขึ้นไปอีก แต่แล้วมือบางคู่นึ้งก็เสริฟไวน์ลงบนโต๊ะ
"อาริอา..." เฟลเมลเรียกชื่อของเด็กสาว
"พวกคุณรู้จักกันหรอกหรือครับ" ชายหนุ่มผู้นั้นทักขึ้น
"ก็เป็นการส่วนตัวน่ะครับ" เฟลเมลตอบอย่างแฝงนัยทำให้ชายหมุ่มผู้ถามยิ้มกว้างให้
"งั้นก็ดีเลยครับ ผมกำลังพาเธอมาหาผู้อุปถัมป์คนใหม่" อาริอาที่ได้ฟังก็ถอดสีหน้าลงทันที "แต่
ดูจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่นัดเเล้วล่ะครับ" ... "อาริอา...ตามสบายนะ หวังว่าเธอคนมีความสุขกับการ
เลือกบ้านหลังใหม่" ด้วยเหตุนี้เฟลเมลจำต้องแยกวงออกมา ปล่อยให้ซุยเคียวพูดคุยอย่างออกรสกับ
แปลกหน้าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
"จะดีเหรอค่ะ" อาริอากล่าวเสียงเบา "คือข้าไม่คิดว่าควรปล่อยให้คุณชายคนนั้นอยู่กับนายของข้า"
"ช่างเขาเถอะ!!! ท่าทางมีความสุขกันนักนี่" เฟลเมลกระแทกเสียงใส่ ทำให้อาริอาต้องก้มหน้าลง
อย่างเสียหน้า แต่เด็กสาวจะต้องรวบรวมความกล้านางตัดสินใจอ้อนวอนของร้องเฟลเมล ซึ่งคำของ
นั้นทำให้ชายหนุ่มต้องเซถอยห่างออกจากเธอในทันแต่เด็กสาวก็คว้าแขนเขาได้และทรุดเข่าอ้อนวอน
ทั้งน้ำตาอีกหน จนชายหนุ่มยอมใจอ่อนประคองร่างนั้นเข้าสู่อ้อมแขนของตนก่อนที่จะพาออกจากห้อง
ไปท่ามกลางสายตาที่แอบส่อดส่ายของคนทั้งห้องรวมไปถึงซุยเคียวด้วย
.
.
.
.
ค่อนรุ่งของเช้าวันใหม่เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่หลวงใจกลางเมืองขึ้น ผู้คนมากมายต่างแอบอยู่
แต่ภายในบ้านของตนโดยที่ไม่อาจรได้เลยว่าู้นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อพวกเขาไม่น้อยเลย
ทีเดียว
"เจ้าบ้า...นายไปอยู่ที่ไหนกันนะ" ซุยเคียวที่กล่าวอย่างร้นรนเริ่มอยู่ไม่สุข จะนั่งที่ใดที่หนึ่งก็ไม่ได้
เพราะใจร้ำร้องอยากจะออกไปตามหาเสียเหลือเกิน แต่ขืนออกไปล่ะมีหวัง... ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกชัน
อย่างขยะแขยงถึงสัมผัสของชายวิปริตคนเมื่อวาน ที่จู่ๆก็เขามาโอบรอบอกของเขาพลางลูบคลำขึ้นๆ
ลงๆ แถบชายสะโพก ซึ่งเขาก็ตอบแทนไปด้วยหมัดดุ้นๆสักเปรียงก่อนจะหลบออกมาหมกตัวอยู่ในห้อง
เมื่อท้องรู้สึกหิวจนทนไม่ได้อีกต่อไปชายหนุ่มจึงตั้งใจที่จะลอบออกจากห้องเผื่อว่าจะหาอะไรใส่ท้อง
ได้บ้าง จึงค่อยๆ ถอดชุดที่สวมใส่ตัวเมื่อวานออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดตัวเดิมตอนที่เข้ามาในเมือง
"อา...ซุยเคียว" เฟลเมลทะเล่อทะล่าเข้ามาในสภาพที่กระรุ่งกระริ่งเปียกปอนไปทั้งตัว โผเข้าคว้า
ผ้าขนหนูในมือของซุยเคียวก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปโดยที่ไม่พูดไม่จาสักคำ
"เกิดอะไรขึ้น"
"อย่าเพิ่งถามเลย...รีบสวมเกราะเร็วเถอะ" เฟลเมลที่อาบน้ำได้เพียงลวกๆ ก้าวออกมาจากห้องน้ำ
"ฟังนะซุยเคียว...งานที่พวกเราได้รับคือตรวจหาสาเหตุว่าทำไมตลอด 5 ปีที่ผ่านมาถึงไม่มีวิญญาณ
ดวงไหนที่เป็นคนของเมืองเลย ทั้งที่ความเป็นอยู่ส่วนใหญ่ก็ไม่ดี ที่สำคัญยังมีการล่าแม่มด" ดวงตา
สีบุษราคัมสบตาอย่างคาดหมาย
"แล้วมันเกิดอะไรขึ้น"......"ในเมืองนะโกลาหลออกขนาดนี้ คงจะไม่ใช่ฝีมือใครนอกจากนายสินะ"
"ก็...นะ" เฟลเมลไม่อธิบายอะไรมาก ชายหนุ่มเยื้อมือของเพื่อนร่วมตำแหน่งให้หลบลี้ไปใต้แสง
เงาของตึกรามบ้านช่อง เป็นโชคดีที่ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกมาจากบ้านได้เลยเนื่องจากตามถนน
หนทางของทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้ากระทบของกีบม้าของเหล่าควิกสิเตอร์ที่ควบกุบกับข่มขวัญ
ชาวเมือง
"ยะ...อย่าบอกนะว่านายเผาใจกลางเมือง" ซุยเคียวที่มองเห็นเปลวเพลิงที่ลุกลามท่วมอาคารสูง
ใหญ่ที่หรูหราและทรงสมัยหลายต่อหลายหลัง เบิกตาอย่าง งุนงง "เฟลเมล!!! นายกำลังทำอะไร
กันแน่" ทั้งสองมือคว้าขยุ้มเสื้อคลุมตัวยาวซึ่งทาบทับปกปิดชุดเกราะของอีกฝ่าย
"ก็เพื่อแสดงให้ชาวเมืองตระหนักยังไงล่ะว่าพวกเขานะตายกันไปหมดแล้ว" เสียงใสอันคุ้นเคยของ
อาริอาดังขึ้น แต่คราวนี้ชายหนุ่มทั้งสองกลับรู้สึกว่ามันช่างสะท้อนก้องและทรงอำนาจอย่างมิอาจคาด
ได้ถึงที่มาของความรู้สึกประหวังสะพรึงที่ก่อเกิดได้เลย
"อาิริอา...นี่เธอเป็นแม่มดอย่างนั้นเหรอ" ซุยเคียวมองร่างเล็กที่สวมชุดคลุมสีเขียวเลื่อมเหมือนหนัง
งูตัวยาว ภายในสวมชุดปักดิ้นลูกไม้กร่อมชายเข่า สีดำทั้งชุด เรือนผมยาวสลวยที่เดิมมักจะซุกซ่อน
ใต้ผ้าโพกขอสาวใช้ปล่อยระบายจนถึงบันเอวต้องสายลมปลิวพัดดูราวดั่งเปลวเพลิง เธอมองเขาทั้ง
สองด้วยสายตาคมกล้าสีบรั่นดีอันแสนเจิดจ้า
"ตุลาการทมิฬจากแดนพระยมทั้งสองเอ๋ยจงฟังข้า" เด็กสาวกล่าว "เดิมที่แล้วเรานั้นคือผู้ก่อตั้งเมือง
แห่งนี้ขึ้นด้วยกำลังของพวกพ้องของเรา แต่หลังจากที่เมืองนี้ล่มสลายลงเหล่าพวกพ้องของเราก็ได้
ลาจากเมืองแห่งนี้ไป" อารีอาถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย เธอแตะลงบนหลังมือของซุยเคียวอย่างแผ่วเบา
"ลูกชายเอ๋๋ยฟังให้ดี" เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนไป เป็นเสียงของหญิงชราที่แหบแห้ง
แผ่วเบาดั่งเสียงครางของลูกแมวตัวเล็กๆ เเล้วทั้นใดร่างของอาริอาก็ค่อยๆแปรสภาพกลับเป็นหญิงชรา
ทำให้ซุยเคียวผละหนีอย่างตระหนก "ข้าสาปแช่งพวกมัน ชาวเมืองทั้งหลายว่าหายมันมิได้ถูกเผาทั้งเป็น
เหมือนดั่งที่มันทำกับลูกหลานของพวกเรามันก็มิอาจละสังขารจากโลกนี้ไปได้ และหากเมืองนี้ไม่มอด
ไหม้ดวงวิญญาณของพวกมันก็ไม่อาจเดินทางสู่ปรภพได้"
"ท่านต้องการให้พวกข้าเผามันเสียสินะ" เฟลเมลพูดด้วยน้ำเสียงอันเรียบราบแต่แฝงไว้ด้วยโคสโม่อัน
เปี่ยมด้วยจิตสังหาร ก่อนที่ซุยเคียวจะได้ทันห้ามอะไรก็ต้องปะทะกับคลื่นพลังอันเอ่อล้นของชายหนุ่ม
พลังอันมหาศาลกว้านกวาดถอนรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่และอาคารบ้านเรือนจะแตกละเอียดเป็นผุยผง
คลื่นพลังความร้อนสีดำได้แผดเผาผิวกายของมนุษย์ในรัศมีรอบเมืองให้ไหม้เกรียม
"อ๊ะ...นี่คือเฟลเมลคนนั้นนะหรือ" ดวงตาสีอเมทิสเหลือบลอบมองฝ่าคลื่นพลังอย่างยากลำบาก ก่อน
จะเบิกโพลงอย่างตระหนก เด็กชายตัวน้อยที่กำลังวิ่งตามหาแม่พัดหลงเข้าใกล้ระยะคลื่นพลังที่รุนแรง
ที่สุดจนร่างกายที่ปะทะกับพลังนั้นได้แห้งสลายไป ชายชราที่โอบกอดปกป้องภรรยาของตนถูกซาก
ปรักหักพังถล่มทับต่อหน้าต่อตาเขา กระแสพลังที่ผ่อนคลายลงแทรกสู่ใต้ผืนดินบ้างกระจายคลุ้งเข้า
ไปในสายลมร้อนระอุพร้อมกับร่างกายของอารีอาที่สูญสลายกลายเป็นหมอกควัน
"เฟลเมล" ซุยเคียวเรียกชื่อของเพื่อนร่วมงาน "แบบนี้นะ...ข้าไม่อาจยอมรับได้หรอกนะ แล้วทำไม
กันพวกเขาไม่ได้มีความผิดอะไรเลยไม่ใช่เหรอ ความตายแบบนี้มันทรมาณเกินไป ทำไมเล่า ทำไมถึง
ไม่ให้ข้าเป็นคนลงมือเองล่่ะ"
"ทำไมนะเหรอ" สินเสียงเฟลเมลก็ปราดเข้าประชิดร่างที่ทรุดนั่งลงกับพื้นก่อนจะฟาดลำแขนเข้าที่
ใบหน้าอย่างแรงจนร่างนั้นกระเด็นจากจุดที่นั่งอยู่
จากนี้ไปขอเตือนนะเจ้าข้าเอ๊ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
"เจ้ามันไม่เคยเข้าใจอะไรเลย" มือเรียวจิกลมบนเส้นผมสีน้ำลึกให้เงยขึ้นเผชิญหน้ากับตน เมื่อเห็น
ดวงตาสีควรจะวาวกล้าใส่ตนกลับแนบปิดด้วยความเจ็บปวด เฟลเมลจึงค่อยๆประคองใบหน้านั้นขึ้น
พินิจก่อนจะมอบจุมพิตอันแสนข่มขื่น เข้ากระวัดเหนือริมผีปากบวมเบ่งก่อนจะบดขยี้อย่างไม่ปราณี
หากไม่เพียงแค่นั้นยังเลื่่อนไล้ลงมาตามดวงหน้าไปเรื่อยๆจนถึงซอกคอ คมฟันแหลมก็ขบลงจนได้
บาดเเผลเป็นทางยาว ส่งผลให้ซุยเคียวกระหน่ำเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวด ปลายลิ้นสีแดงลาม
เลียสัมผัสอย่างแผ่วเบาตามที่กระแสเลือดได้ไหลผ่านส่วนต่างๆของเรื่องร่างที่ไม่ได้ซุกซ่อนใต้ร่ม
ผ้าผืนใดๆ
.
.
.
.
.
.
กว่าที่ซุยเคียวจะรู้สึกตัวขึ้นอีกที่ก็พบว่าตนนั้นนอนนิ่งอยู่ในห้องกว้างๆ ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็น
โบสถ์ร้างนอกเมืองที่ยังคงสภาพดีอยู่ ชายหนุ่มพรากร่างกันปวดร้าวของตนลงจากเตียงแข็งๆ ก่อน
จะสำรวจร่างกายอย่างขุ่นเคือง
"เฟลเมล...เจ้ามุดหัวอยู่ที่ไหนออกมาเดี๋ยวนี้นะ" เสียงแหบพร่าของซุยเคียวสะท้อนกลับมา
ท่ามกลางอากาศอันสดใสในยามเช้า
"ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ช่วยเงียบๆ ด้วย...นี่ในโบสถ์นะ" เสียงขานกลับยานคางดันลอดผ่านช่องระบาย
อากาศของห้องสารภาพบาป
"อา...แล้วเจ้าเข้าไปทำอะไรในนั้น" ซุยเคียวเอียงคอถาม
"ถามได้ก็เข้าไปสารภาพบาปนะสิ"
"้อ้อ...คงทำผิดมามากสินะ ไหนๆ ก็ๆ ไหนๆ ข้าจะรับฟังคำสารภาพบาปของเจ้าเองล่ะกัน" ว่าเเล้ว
ซุยเ คียวก็จ้ำอ้าวเข้าไปอีกฟากหนึ่งของห้องสารภาพบาป
"ไหนสารภาพมาซะดีๆ เจ้าทำผิดอะไรมั่ง"
"อ้อ...อย่างแรกข้าพรากสิ่งที่มันยึดติดกับสิ่งที่ไม่ควรเป็น ข้าก็รู้ว่าไม่มีใครต้องการแต่ว่า...มันเป็นสิ่ง
ที่ควรเป็นและข้าก็ทำเพื่อพวกเขา แต่วิธีมันออกจะรุนแรงไปเล็กน้อยข้าเลยทะเลาะกับเพื่อน......แล้ว"
"แล้วเจ้าทำบ้าอะไรกับข้ากัน!!!!!" ซุยเคียวกระเเทกบานเกล็ดที่กันระหว่างพวกเขาทั้งสองให้เปิด
ออกอย่างแรง จนกระแทกเข้ากับชายหนุมผมเงินที่ท่าทางเหมือนอดหลับอดนอนมาทั้งคืนจนหงาย
ล้มพลัดตกเก้าอี้ไป
"ก็...ก็ๆ ข้านะ.." เฟลเมลเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก พลางกุมหูทั้งสองที่ร้อนฉ่า "ข้าก็ไม่รู้สิ แต่ว่าพอ
ตื่นมาก็มีเจ้า กับแผลโดนจิกเต็มหลังเลย แล้วก็นะพวกเรายัง..."
"พอแล้ว!! เฟลเมลอย่าบอกนะว่าเจ้าจำไม่ได้ดูสิดู" ชายหนุ่มเลิกชายเสื้อของตนขึ้น เผยผิวแดงๆ
ที่ถูกสัมผัสไปทุกส่วน "นี่ไงล่ะ..นี่ไงจงชดใช้มาเสียด้วยชีวิตของเจ้านะแหละ" ว่าเเล้วร่างที่สูงน้อย
กว่าก็ทะยานเข้าบีบคอคนตรงหน้าจนล้มลงกับพื้น ดวงหน้าที่แดงก่ำจองอย่างขบเคี้ยวเพราะเจ้าคน
ตรงหน้าแทนที่จะตีสีหน้าสำนึกผิดซะบ้างกับกลัวขำแล้วพูดว่า
"แหมจะมาเดือดมาร้อนทำไม ที่กอดที่ครางไม่เห็นเรื่องมากเลยนี่" ชายหนุ่มถอนหายใจพรืด แล้วยัน
ร่างของตนขึ้นโอบร่างที่แนบทับเมื่อเห็นว่าไม่มีสัญญาณขัดขืนจึงกระชับอ้้อมแขนเข้าไปอีก
"สิ่งที่ข้าอยากบอกเจ้าคือ ข้าทำงานเพื่อคนตายไม่ใช่ต้องการให้ใครตาย"...."แล้วถ้าเจ้าจะใจดี
ช่วยข้าก็จะดีมาก" ดวงตาทั้งสองสบกันแต่คราวนี้มันทอประกายที่อ่อนโยนอย่างอบอุ่น "ยายแก่นั่น
บอกข้าว่า ไม่ว่าเราจะหลุดจากภพชาติที่ต้องเผชิญกับสงครามใดๆ หรือเราจะเกิดไกลกันแค่ไหน
ก็จะพบกันตลอดข้าเลยไม่อยากต้องมาทะเลาะกับเจ้าอย่างนี้ตลอดไปหรอกนะ"
"โลกที่ข้าเห็นมันอาจงดงามจนไร้ค่าเลยก็ได้ เพราะเป็นยังงั้นข้าจึงตัดสินใจว่าจะไม่ถอยอีกแล้ว"
"อย่างน้อยข้าก็หวังให้มีสักชาติ ไม่ใช่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่ใช่ชาติหน้าก็ขอให้มีชาติต่อๆไป มันก็
คงมีสักชาติที่จะมี่มนุษย์ธรรมดาๆสองคนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข"
"งั้นก็ปล่อยข้าได้เเล้ว" ว่าพลางสะบัดตัว
"ไม่...เดี๋ยวข้าจะเเสดงให้เห็นเองว่าข้าเจอจุดอ่อนเจ้าตรงไหนมั่ง" ว่าแล้วก็จี้นิ้วจงบนบั้นเอว
ของอีกฝ่ายให้ดิ้นพรวดพราดลงไปกองหัวเราะ ก่อนจะไล้ไปจี้ในที่ต่อไป...
พี่นาฟค่ะแต่งให้หลุดไปเลยนะค่ะ สู้ๆ ><
คงเป็นเรื่องเมื่อ 200 ร้อยปีก่อนสินะ เหมือนซุยเคียวโดนแกล้งเลย
รู้สึกพิมพ์ผิดอยู่นิดหน่อยนะคับ ยังไงก็พยายามเข้านะ
#1 By นาฟคุงคับ ^ ^ on 2008-04-29 22:04