fanfic saint seiya:Blue flame 2
posted on 04 Nov 2009 16:35 by granary-brownขอโทษที่ลืมบอกชื่อเรื่องนะค่ะ มาเริ่มตอนที่สองดีกว่าต่อจนจบบวกฟิกที่เด็ดดีห้ามอ่าน
พี่นาฟเม้มได้ใจรินมากเลยขอบคุณค่ะ
“เหมือนฝนจะตกนะ”
เสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นกับคนแจวเรือที่กำลังร้องเพลงเป็นห้วงทำนองเอื่อยๆ อันมีเนื้อหาไม่ค่อยน่าฟังนักเท่าใด คนแจวเรือซึ่งเป็นชายหลังโก่งวัยกลางคนมีท่าทางไม่ค่อยน่าคบเย้ยรอยปากขึ้นยิ้มให้กับความคิดดังกล่าว
“นั่นสินะขอรับ” คนแจวเรือวาดไม้พายพลางกลั้วหัวเราะ “แต่ถ้าเป็นฝนจริงๆ ก็ไม่เลวร้ายนักหรอกขอรับ”
ความผิดวิสัยธรรมชาติเป็นหนึ่งสิ่งที่คนแจวเรือกล่าว นั่นหมายถึงการที่ผิวน้ำใสสงบสะท้อนกลีบเมฆสีโคลนมวยม้วนซ้อนกันเป็นชันสูงอย่างคุกคามผู้คนเบื้องล่าง แสงอาทิตย์สดใสในยามเช้าถูกบดบังทำให้วันนี้ดูหดหู่ แต่ถึงกระนั้นสายสมกลับนิ่งแน่ไม่ได้โบกโบยเอาสายหมอกบังตาให้เลื้อยคลุมรุมล้อมอยู่รอบห้วงน้ำผ่านพัดไปเลย ส่วนอีกสิ่ง...
“ชารอน กว่าจะถึงเนี่ยอีกนานไหม” เสียงร่ำๆ จะหงุดหงิดจากร่างที่นั่งกอดเข่าตัวกลมอยู่ท้ายเรือ ไออาคอสในชุดลำลองแสนสบายรวบเรือนผมสีเปลือกมังคุดเงางามยาวประบ่าเป็นหางม้าไพล่ไปทางด้านหลังศีรษะเปิดดวงหน้าเกลี้ยงเกลาที่แก้มใสระบายไว้ด้วยความกระเง้ากระงอดเบื่อหน่ายเต็มประดา
มีนอสกับไออาคอสไม่ได้สวมเกราะเซอร์พลีสแล้ว ทั้งสองเปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลองตามแบบฉบับของแต่ละคนเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่มหานครเจนัว สำหรับมีนอสนั้นอายุมากกว่าไออาคอสเกือบๆ เจ็ดปีได้รับทำ งานเป็นอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยจึงสวมกั๊กทับเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ถักเปียสีเงินยวงทิ้งยาวพาดไหล่มาข้างหน้า ส่วนไออาคอสอยู่ใสชุดคอเต่าสีชมพูหวานกับกางเกงขาสั้นเลยเข่าคลุมกายด้วยเสื้อโค้ดผ้าไหมตัวยาวอันอบอุ่นสีดำสีเดียวกับกางเกง
“เบื่อหรือขอรับ” คนแจวเรือถาม
“อือ” เสียงตอบสั้นๆ ไม่ดังลอดผ่านริมฝีปาก ทำเอาชารอนต้อนถอนใจยาวออกมา
“ถึงข้าจะเป็นแค่คนแจวเรือก็จริงนะขอรับ แต่แม้เป็นท่านฮาเดสก็ตามถ้ามาโดยสารเรือข้าล่ะก็เป็นต้องจ่ายให้ข้าไม่ละเว้นขอรับ” คนแจวเรือเล่าแล้วเผยรอยยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อดวงตาสีพลอยดำคู่ใสๆ เงยขึ้นมามองอย่างสนใจ
“นั่นเป็นเพราะผู้โดยสารของข้าจะได้ฟังอะไรแปลกๆ ไม่คุ้นหูอย่างหมอกประหลาดเหล่านี้มาจากไหนขอรับ”
ไอหมอกหนาราวม่านโปร่งบังตาเข้าแผ่คลุ้งครอบครองอากาศโดยรอบจนมองไม่เห็นและไม่เป็นที่รู้สึกสร้างความกระวนกระวายให้เด็กหนุ่มเป็นไม่น้อย ต่างจากมีนอสและชารอนที่ระแวดระวังอยู่เงียบๆ
“ไม่เป็นไรไออาคอส แค่พวกตัวประหลาดหน้าหนาอยากขึ้นเรือกับเราเท่านั้น”
“หมอกคือแม่น้ำหรือทางสัญจรสำหรับเทพเจ้าและพวกตัวอมนุษย์ขอรับ” คนแจวเรือกล่าวพลางหยุดวาดพายปล่อยให้เรือลำน้อยลอยเคว้งนิ่งอยู่กลางดงหมอก
“กรุณาให้ผมขึ้นเรือของพวกท่านได้ไหมครับ” เสียงกังวานนุ่มนวลน่าฟังของชายหนุ่มดังขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก แม้กระนั้นต้นเสียงก็มาจากไม่ไกลเรือนัก
“ให้นั่งข้างสาวน้อยคนนี้ก็ได้” เสียงนั้นว่าแต่ไม่รู้หมายถึงใคร “ผมจะจ่ายคุณสองเท่าที่ขึ้นมาโดยพลการคนแจวเรือ”
“ขอโทษด้วย เรือเที่ยวนี้ที่นั่งเต็มแล้ว” ดวงตาสีบุษราคัมกร่างมองไปที่จุดกำเนิดของควันหมอกซึ่งกำลังเฟิ้มฟูเหมือนนกสยายขนปีกอย่างไม่เป็นมิตร “อีกอย่างเราไม่นิยมต้อนรับคนแปลกหน้า”
“อาร์เน กรีนฟอนเทีย” เสียงแนะนำตัว “เห็นแก่วันแห่งพระผู้เป็นเจ้าเถิดผมขอสาบานว่านอกจากการโดยสารเรือครั้งนี้แล้วหาได้มีเจตนาอื่นแฝงอยู่ไม่”
เถียงกันไปเถียงกันมาจนเด็กหนุ่มที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นแต่รำคาญเหลือเกินที่จะต้องมานั่งประดับบนเรือที่ไม่ยอมพายไปต่อจึงว่าขึ้นมาว่า
“เมื่อไหร่เราจะไปต่อกันซะที...นี่เจ้าน่ะถ้าตัวไม่ใหญ่มากนักมานั่งข้างๆ ข้านี่ก็ได้” ไออาคอสหันไปสบประสานกับสายตาที่ส่อแววไม่พอใจของมีนอส
“ก็ได้ขึ้นมา” หลังจากที่ได้รับอนุญาต หมอกที่ฟองเฟิ้มอยู่ก็ถูกสูบหายไปทางด้านหลังของช่องแสงสว่างก่อนจะจารจางออกจนเห็นชายหนุ่มรุ่นราวไล่เลี่ยกับมีนอสอย่างรวดเร็ว จากที่ประเมินได้เมื่อแรกพบอาร์เนคนนี้คล้ายคลึงกับนักเทศน์อยู่ไม่น้อยต่างกันตรงที่เสื้อคลุมหนังตัวยาวสีดำที่มีฮู้ดคลุมศีรษะซึ่งตอนนี้เปิดให้เห็นเรือนผมสีแดงไหม้ยาวเกือบประบ่า ดวงตาสีฟ้าของแมวสีสวาทข้างหนึ่งถูกผ้าคาดตาคาดปิดเอาไว้ส่วนอีกข้างก็ฉายแววเป็นมิตรดูนุ่มนวลอบอุ่นคลายความขุ่นหมองให้กับผู้คนที่พบเห็นได้
“เช่นนั้นก็ตามสบายแล้วกันคุณกรีน” มีนอกเค้นเสียงพูดโดยไม่ยอมละสายตาจากอากัปกริยาของร่างน้อยที่ส่งสายตาเป็นมิตรแบบที่ไม่มีทางได้เห็นกันได้ง่ายๆ ในยมโลกกลับไปบ้าง ไออาคอสเขยิบกายให้คนแปลกหน้านั่งโดยพยายามเก็บความกังขาที่เห็นชายผู้นี้สามารถยืนอยู่บนผิวน้ำได้อย่างสบาย
“สองเท่าก็สองเหรียญแต่ปกติถ้าไม่ขึ้นเรือจากบนฝั่งข้าเก็บสี่เหรียญเจ้าจะเป็นใครก็ช่างหากบอกจะจ่ายสองเท่าก็ต้องให้ข้าสิบหกเหรียญ”
สิ้นคำของคนแจวเรือความเงียบอันน่าอึดอัดก็แผ่ขยายออกมาจากตัวผู้โดยสารแต่ละคนเพราะต่างก็คิดเสียวสันหลังในราคาที่โกงตัวสูงเกินจริงอย่างน่าเกลียด ค่าโดยสารราคาสิบหกเหรียญนี้ยังมากกว่าค่าทำ งานที่กรรมกรคนหนึ่งจะได้ในแต่ละสัปดาห์เสียอีก แต่ชารอนก็ยังคงตีหน้านิ่งและยังไม่ยอมวาดพายไปต่อจน
“ตกลงครับแต่ผมขอจ่ายเป็นกระดุมเงินแท้ที่อยู่บนเสื้อของผมแทนหวังว่าคงรับนะ”
รอยยิ้มบางแสดงความจริงใจในข้อเสนอจุดขึ้นบนดวงหน้าท่ามกลางความแปลกใจของคนทั้งสามอีกทั้งยังส่งกระดุมเงินเม็ดใหญ่สีเงินที่แม้จะหล่อพิมพ์ขึ้นมาอย่างประณีตที่สุดแต่ก็ยังหมองหม่นด้วยคราบเกลือให้คนแจวเรือพินิจดูอีกด้วย
“หึๆ พ่อหนุ่มนี้ใจกว้างเสียจริง” คนแจวเรือจอมละโมบหัวเราะอย่างยินดีอยู่นานหลังจากทั้งกัดทั้งอมเหรียญพิสูจน์จนพอใจได้ว่าเป็นเหรียญเงินแท้แน่นอนจริงๆ กว่าจะวาดพายไปต่อได้มีนอสต้องตะเบ็งเสียงคำรามสั่ง ไออาคอสขบฟันโกรธจนตัวสั่นพลางก้มหน้าที่แดงซ่านซ่อนด้วยอับอายเอาไว้ ในใจของตรีทูตทั้งสองตอนนี้ต่างปฏิญาณเป็นเสียงเดียวกันว่ากลับยมโลกได้เมื่อไหร่เห็นทีสิ่งแรกที่จะทำคือการสำเร็จโทษคนแจวเรือคนนี้เสียแล้ว
“สาวน้อย” อาร์เนเอาเรียวนิ้วเขี่ยเรือนผมที่ปรกลงระแก้มของคู่สนทนาออกเบาๆ “ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยจะได้ไหม”
“สะ...สาวน้อยนี่หมายถึงข้าใช่ไหม ข้าไม่ใช่ผู้หญิงนะ” เด็กหนุ่มร้องลั่นใส่สีหน้าเหรอหราของคู่สนทนา ทำเอาเพื่อนที่ร่วมเดินทางมาตั้งแต่ต้นแอบลอบหัวเราะอย่างอดไม่ได้เจ้าตัวเลยถลึงตาดุดันเข้าค้อนให้
“ขอโทษนะก็กลิ่นตัวคุณหอมขนาดนี้เหมือนกลิ่นของน้องสาวของผมไหล่ก็บางนิดเดียวอย่างนี้คงต้องให้คุณลองถอดเสื้อผ้าออกก่อนผมถึงจะเชื่อแล้วล่ะ”
“ชารอนขอข้าถีบไอ้นี้ลงเรือเหอะ”
“ท่านไออาคอสชวนเขาขึ้นเรือไม่ใช่หรือขอรับ”
“อย่าเลยขำดีออก”
“ใครขอความเห็นเจ้ากันหา”
“ก็ไม่มีใครห้ามข้าพูดเจ้าก็รู้ใช่ไหมสาวน้อยไออาคอส” ว่าพลางหัวเราะสะใจ
“เจ้านี่มัน...ไอ้บ้า” เด็กหนุ่มโกรธจนหายใจหอบเลยหันไปดีกับคนแปลกหน้าที่มาง้อจนสำเร็จซึ่งนับเป็นการดีเพราะกว่าที่จะเข้าถึงฝั่งได้อาร์เนก็หมดเรื่องเล่าไปถึงเจ็ดเรื่องด้วยกันเป็นอันปิดปัญหาชวนกังวลว่าจะมีคนอาละวาดเพราะความเบื่อเป็นเหตุ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเหมือนจะเกินจริงเกี่ยวกับการเดินทางเกือบครบทวีปที่มนุษย์จะสามารถไปได้ และเท่าที่ฟังก็ดูเหมือนอาร์เนจะเลี่ยงการเดินทางในยามกลางวันเสียด้วย
“ผมแพ้แดดนะครับ”
ในความคิดของไออาคอสแล้ว ‘อาร์เน กรีนฟอนเทีย’ คนนี้น่าสนใจมากๆ จนอดอิจฉาในความเป็นอิสระขึ้นมาไม่ได้ อีกทั้งยังเล่าเรื่องได้น่าฟังด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล
“มากับข้าเลยไหม”
“หาอะไรนะครับ ตะกี้พูดว่า”
“หมายถึงให้เจ้ามาอยู่ใต้อาณัติของข้า เพราะข้าพอใจเจ้า”
“ถึงแล้วขอรับ”
“เจ้าอย่าคิดว่าจะได้ลงจากเรือง่ายๆ นะถ้าไม่ยอมตกลงข้าจะใช้กำลังบังคับเจ้า”
มือน้อยคว้าจับปกเสื้อของคนแปลกหน้าไว้แน่นขณะที่ก้าวถอยหลังขึ้นฝั่ง ดวงตาสีม่วงใสจับจ้องเข้าไปในดวงตาแบบแมวสีสวาทที่เหลือเพียงข้างเดียวด้วยความปรารถนา จุดเด่นของไออาคอสคือความเอาแต่ใจทำให้คนรอบข้างอึดอัดลำบากใจเป็นวิธีบังคับที่ได้ผลเสมอมาและกำลังใช้ได้ผลกับอาร์เนแล้วด้วยถ้าหากมีนอสไม่ปรามเอาไว้ก่อน
“ไออาคอส เจ้าอย่าทำแบบนี้กับคนอื่นได้ไหม”
แต่ดูเหมือนว่าไออาคอสจะยังเคืองชายหนุ่มไม่หาย แทนที่จะเชื่อฟังเจ้าตัวกระโดดกลับขึ้นไปอยู่บนเรือเพื่อแสดงเป็นการประชดอีกฝ่ายทังยังกอดแขนของอาร์เนไว้เสียแน่น
“ข้าอยากได้เจ้านี่ หรือเจ้าไม่ชอบข้า”
“พ่อหนุ่มไหนล่ะค่าโดยสารที่ตกลงกัน” ชารอนส่งเสียงทักทวงด้วยความร้อนรนอันเกิดขึ้นจากความละโมบที่ปั้นแปะดวงหน้าที่ย่นยับให้แดงเถือกเป็นริ้วๆ ไม่น่าดู อาร์เนจึงดุนหลังให้เด็กหนุ่มกลับขึ้นบนฝั่งพร้อมกับตนเสียก่อนแล้วกระซิบถามว่า
“ไม่มีรถม้าของท่านจอดรออยู่ตรงนั้นใช่ไหมครับ”
ไออาคอสพยักหน้าตอบ อาร์เนจึงล้วงเอามีดพกเล่มเรียวเล็กออกมาตัดกระดุมเงินอีกเม็ดส่งให้คนแจวเรือแล้วรีบคว้าแขนของเด็กหนุ่มพาวิ่งขึ้นคิววิ่งรถม้ารับส่งที่เข้าแถวจอดรอตรงมุมถนนอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงเอ็ดตะโรของชารอนที่เพิ่งถูกเบี้ยวค่าโดยสารไปสดๆ กับเสียงร้องเรียกของมีนอสที่ดั่งลั่นไล่หลังรถม้าที่เคลื่อนตัวออกไปไกลอย่างรวดเร็วจนแทบลับตาเสียแล้ว
“เจ้าโกงค่าโดยสารชารอนแถมยังพาข้าหนีมาอีกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
“พูดกันตรงๆ คือผมไม่มีเงินให้เขาหรอกครับเอ่อ...ค่ารถม้านี่ก็ด้วย” อาร์เนยิ้มแห้งๆ เมื่อถูกไออาคอสจ้องอย่างเย็นชา เขาถอดเสื้อโค้ทออกโชว์กระดุมเม็ดเงินสุดท้ายที่ติดอยู่บนเสื้อตัวในสีมอซอให้เห็น
“จริงสิผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย บอกหน่อยได้ไหมครับ”
“เอ่อ...ชื่อข้า” ไออาคอสนึกขึ้นได้ว่ามีนอสเรียกชื่อของตนให้นายคนนี้ได้ยินไปแล้วก็บอกปัดอย่างอารมณ์เสียไปว่า “เอ๊ะ ก็รู้ไปแล้วไม่ใช่เหรอแล้วจะมาถามทำไม”
“อ้อ...คุณ [ไอคาออส] สินะครับ” อาร์เนยิ้มกว้าง
คิ้วบางเลิกขึ้นสูงเมื่อได้ยินคนแปลกหน้าตั้งชื่อให้ใหม่ แล้วค่อยขมวดหัวคิ้วชนกันเมื่อคิดบวกลบคูณหารในหัวสมองถึงผลที่จะตามมาหากตนยอมบอกชื่อจริงออกไป จริงอยู่ที่นายคนนี่ออกจะดูน่าไว้ใจแต่คนแปลกหน้าเป็นฉันใดก็ไม่ควรไว้ใจอยู่ฉันนั้น
“เรียก [ไอ] ก็พออาร์เน ยินดีที่ได้รู้จักนะ” บอกพลางยื่นมือออกไปสัมผัสกับอีกฝ่ายตามมารยาทแต่กลับมีช็อกโกเลตลูกกลมๆ ในกระดาษห่อฟลอยติดมือมาด้วยจึงยอมกินเข้าไปตามมารยาทอีกเช่นกัน
“จริงสิคุณไออายุเท่าไหร่เหรอ”
“สิบหกน่ะ ถามทำไม” ความเพลิดเพลินกับรสหวานหอมติดลิ้นทำให้เสียงสูงฟังแปลกหูไปบ้างแต่ไออาคอสก็อารมณ์ดีขึ้นเลยถามกลับไปบ้าง
“ผม...ตอนนี้ก็ยี่สิบสองคริสต์มาสอีฟนี้ก็ยี่สิบสามแล้วล่ะครับ”
“จริงเหรอ พอๆ กับมีนอสเลยพวกเจ้านี่อายุมากกว่าข้าหลายปีจังเลยนะเนี่ย” เด็กหนุ่มยิ้มอีกเมื่อได้รับขนมหวานเพิ่ม
“ทะเลาะกันบ่อยเลยเหรอครับ กับคุณมีนอสน่ะ”
“ก็ชังหน้ากันนี่ ปกติแหละ”
“ว่าแต่ขอโทษนะครับ คือผมว่าพวกคุณไอนี่พูดจากันแปลกๆ นะสมัยนี้ไม่ค่อยได้ยินคนใช้คำว่าเจ้ากับข้าอะไรทำนองนี้สักเท่าไหร่ ชื่อก็ฟังดูแปลกๆ มาจากไหนเหรอครับ”
“เอ๊ะ เซ้าซี้จังวุ้ยต่อไปนี้จะใช้คำว่าฉันกับนายพอใจไหม ส่วนชื่อถ้ามันแปลกนักต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเรียกมันลืมไปด้วยเลยยิ่งดี” ปั้นปึ่งเสร็จก็กอดอกหนีหน้าผินออกทางหน้าต่างรถ
“คุณไอ ผมขอโทษ” เสียงนุ่มพูดเสียงอ่อยก่อนจะพนมมือไหว้ “อย่าถือสานิสัยของคนพเนจรเลยนะครับ ผมให้ขนมอีกก็ได้”
“จะยกโทษให้ก็ได้แล้วต่อไปนี้นายไม่ต้องมาแบ่งขนมอีกเพราะฉันไม่ใช่น้องของนาย” เสียงสูงว่าอย่างเย็นชาแต่พอเห็นชายหนุ่มทำหน้าจ๋อยเหมือนเด็กสองขวบเลยถามแก้ไปว่า
“เออนี่ เรากำลังจะไปไหนกัน”
“เอ๋ คุณไอบอกเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“บ้าเหรอ นายพาฉันขึ้นมานี่ บ้าจริงนี่เรากำลังอยู่กับคนบ้าเหรอนี่ เป็นเพราะนายแท้ๆ เชียวจะหนีก็หนีไปคนเดียวลากคนอื่นมาด้วยทำไม”
“คุณไอนี่ปากร้ายยิ่งกว่าสาวๆ ที่ผมรู้จักซะอีกนะครับเนี่ยก็ตอนนั้นคุณไอกอดแขนผมแน่นอย่างกะตังเมเลยแล้วจะให้ผมทำยังไงได้ละครับ”
“ก็ได้” เสียงสูงกัดฟันพูดยอมรับในความผิด “แต่อย่าเอาฉันไปเปรียบกับพวกแม่ผู้หญิงนะยิ่งต้องรีบไปมิลานอยู่ รถคันนี้จะไปไหนกันแน่” ว่าแล้วก็ชะโงกตัวออกทางนอกหน้าต่างเพื่อดูเส้นทางที่รถกำลังจะวิ่งไป ปล่อยให้อาร์เนสอดสังเกตดูสภาพภายในรถ
“แหงะ ผมรู้แล้วละครับรถเที่ยวนี้ถ้าผู้โดยสารไม่บอกจุดหมายก็จะไปฟลอเรนซ์ต่อคนละทางกับมิลานเลยนะครับ” อาร์เนอ่านป้ายบอกทางที่เป็นภาษาอิตาลีซึ่งติดอยู่ตรงใต้หน้าต่างประตูรถ
“อะไรบ้าจริง นี่ฉันจะต่อรถไฟไปมิวนิกอีกนะ”
“ก็ลงที่โบโลนยาก็ได้นี่ครับถ้าขึ้นมาจากเจนัวมาต่อรถไฟสายตรงไปมิวนิกก็ใช้ระยะทางพอๆ กับไปที่มิลาน แต่จากโบโลนยาถ้าจะไปมิลานด้วยรถไฟก็ยังใช้เวลาน้อยกว่าไปรถม้าลุงครับช่วยจอกที่โบโลนยาด้วยนะครับ”
“อาร์เนแล้วนายล่ะจะไปที่ไหน”
“ผมเหรอ” ชายหนุ่มจิ่มปลายนิ้วหัวแม่โป้งลงบนอกของตน “ไม่มีที่ไปหรอกครับผมไม่มีบ้านให้กลับไปแล้วแต่ก็กะว่าจะไปเยี่ยมเยียนสหายเก่าที่โรมน่ะครับ”
“อาร์เน” ดวงตาสีม่วงใสเปล่งแววอ้อน “ตกลงนายจะไม่ไปด้วยกันจริงๆ เหรอ”
“คนอย่างผมเหมาะที่จะเดินทางตะลอนๆ ไปเรื่อยเพียงคนเดียวอยู่แล้วล่ะครับ แต่ถ้าเพื่อคุณไอไม่ว่าที่ไหนก็ตามผมก็จะไปส่งให้ถึงอย่างปลอดภัยแน่นอนครับ”
“อยู่ด้วยกันกับนายแล้วสนุกดีต่อไปคงคิดถึงปีละหน” ไออาคอสชันเข่าขึ้นกอดเกยคาง “ขอบคุณ” พูดพึมพำพอให้อีกฝ่ายได้ยินแค่นั้นก็ซุกซ่อนสีหน้าลงไป อาจเป็นเพราะหลบรอยยิ้มที่มาจากความยินดีหรือเขินอายจากดวงตาสีฟ้าใสนั่นก็เป็นได้
“ไม่เป็นไรหรอก เอ๊ะแผลตรงนี้ไปโดนอะไรมาเหรอครับ” อาร์เนแตะเบาตรงด้านหลังศีรษะเมื่อสังเกตเห็นสะเก็ดเลือดเกาะเรือนผมสีมังคุดหลุดออกมา
“ทะเลาะกับมีนอสน่ะ หัวแตกเลยเหรอ” ไออาคอสแกะปมผ้ารัดผมออกปล่อยผมนุ่มสลวยระย้าคลอเคลียบ่าตามเดิมและก้มศีรษะให้ชายหนุ่มที่เดี๋ยวก็เป็นคนเร่ร่อนรู้มากแล้วก็เปลี่ยนเป็นหมอจอมจู่จี้
“คุณไอเจ็บขนาดนี้เขาไม่ทำอะไรเลยเหรอครับ”
“ไม่เป็นไรอาร์เน เดี๋ยวมันก็หายน่า”
“ไม่ได้นะครับ” เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มขึ้นเสียง ไออาคอสจึงตกใจเล็กน้อย ดวงตาต่างสีทั้งสองสบมองกันอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายแล้วแววตาอ่อนใจก็ตกเป็นของผู้อ่อนวัยกว่ายิ่งเมื่อเป็นครั้งแรกที่ถูกยืนค้ำไม่ให้หลบหน้าหนีไปไหนด้วยแล้วไออาคอสก็เหมือนดูจะเรียบร้อยขึ้นมาบ้าง อาร์เนเกือบจะได้แสดงเทศนาต่อแต่รถม้าก็หยุดกะทันหันลงพอดีส่งผลให้คนสองคนเลยกระเด้งตกลงไปกองอยู่บนพื้น
“ถึงแล้ว” เสียงคนขับรถม้าที่ตอนแรกเหมือนจะเข้าใจผิดคิดว่าเลยเข้าสู่วัยที่เรียกลุงได้แล้วตะเบ็งเสียงเรียก เป็นเสียงของชายวัยกลายคนที่ฟังดูไม่น่าไว้ใจหยุดความคิดที่จะเบี้ยวค่าโดยสารอีกครั้งของอาร์เนที่หมายจะวิ่งหนีทันทีที่ลงจากรถแต่หนนี้ก่อนจะได้หนีคงจะได้ชิมลูกตะกั่วเป็นมื้อเที่ยงเป็นแน่แท้
“ครับกำลังจะลงไป”
“ไม่เป็นไรลงมาสิ” ไออาคอสจัดแจงเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบแล้วก้าวลงจากรถม้ายื่นพันธบัตรสองใบให้คนขับ “มาสินั่นไงรถไฟ”
“เดี๋ยวครับ คุณไอจ่ายเงินเกินนะครับ” อาร์เนบุ้ยไปทางคนขับรถม้าที่จ้องตามด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจ “ยิ่งบนรถไฟยิ่งอันตรายคุณไอไม่น่า...”
“นายหิวหรือยัง บนรถไฟมีของกินใช่ไหม”
“คุณไอ เดี๋ยวเถอะฟังผมพูดหน่อยสิครับ”
“เอาน่า” แล้วไออาคอสก็ลากอาร์เนขึ้นรถไฟโดยตีตั๋วเที่ยวที่ดีที่สุดบนตู้โดยสารชั้นหนึ่ง สั่งอาหารชั้นดีในแบบที่ใช้เงินเลี้ยงหนึ่งครอบครัวใหญ่ได้เป็นเดือน พอกินเสร็จก็ปีนขึ้นบนเตียงพับโดยเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ตลอดแม้ว่าอาร์เนจะเตือนว่าน่ากลัวที่เกิดคนข้างทางอาจปาอะไรก็ได้ที่เป็นอันตรายเข้ามา ในคืนนั้นอาร์เนเอาแต่จับตานอนดูเด็กหนุ่มที่เอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปข้างนอกเหมือนรออะไรอยู่สักอย่าง
“คุณไอ นอนเถอะครับอากาศเย็นอย่างนี้ปิดหน้าต่างเถอะนะครับ”
“ไม่ได้หรอก มีนอสอาจส่งอะไรมาก็ได้”
“พิราบจดหมายเหรอครับ แหะๆ” อาร์เนขำในความคิด ที่ผ่านมาชายหนุ่มเองก็ได้เดินทางไปในทวีปต่างๆ และก็ได้เห็นคนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนา คติ ความเชื่อและการดำรงอยู่จนเกิดเป็นความ สามารถพิเศษที่แค่ปรายตามองคนเพียงชั่วครู่ก็มองออกได้ว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างไร
เท่าที่สังเกตเห็นเด็กหนุ่มคนนี้มีผิวพรรณเนียนสะอาดเป็นสีเนื้อเดียวกันแบบคนเอเชียกลาง เรือนผมสีมังคุดที่ยาวสลวยล้อมกรอบดวงหน้ารูปไข่ถูกดูแลมาอย่างดี ไรฟันขาวเรียบรายเป็นระเบียบ ไม่นับรวมถึงเครื่องหน้าอันได้รูปที่หล่อหลอมมารวมกันจนดูน่ารักน่าถนอม ถ้าไม่ถือจมูกรั้นๆ ที่ชอบเชิดในเวลาที่เจ้าตัวไม่พอใจ เพียงเท่านี้ก็ฟันธงเลยว่าคงเป็นคนสำคัญที่ได้รับการเอาใจจนเคยตัว
“ใครว่าล่ะ อินทรีจดหมายต่างหากดูนี่นะ” เสียงสูงเรียกสติคืนจากภวังค์ให้หันไปสนใจคนพูดที่คว้าเอาเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วไปยืนใกล้หน้าต่าง เรือนผมสีสวยโชยกลิ่นหอมอ่อนๆ มาตามสายลมเรียกเอาความสดชื่นเข้ามาแทนความอ่อนล้าที่สั่งสมมาทั้งวันในร่างกาย
ไออาคอสยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ ปลายนิ้วเรียวเล็กที่โผล่ออกมาจากชายเสื้อเกร็งด้วยความเย็นของสายลมที่ตีพัดตามความเร็วคว้าเอาเศษขนสีน้ำตาลของนกที่ไม่รู้ร่วงหล่นลงมาจากไหนเอาไว้ได้แล้วอินทรีตัวใหญ่ขนสีแดงละเลื่อมก็โฉบเกาะลงบนลำแขนอย่างรวดเร็วแต่นิ่มนวลจนดูเหมือนเวลาจนหยุดนิ่งลงอยู่ชั่วอึดใจ
“คุณไออันตราย ไอ้นกบ้าออกไปห่างๆ นะ”
“ชู่ว อย่าโวยวายได้ไหม [ภังคี] เป็นสัตว์เลี้ยงของเข้าเอง” ไออาคอสยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากบ่งบอกให้อาร์เนไม่ต้องกังวล “ถึงกับใช้เจ้าเชียวเหรอ ป่านนี้คงเลียแผลที่เจ้าฝากไว้แล้วกระมังเนอะภังคี”
“หา หมายถึงใครเหรอครับ” ชายหนุ่มงง
“ภังคีไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้มันนอกจากข้า แต่ก็เป็นอินทรีที่ฉลาดที่สุดและว่องไวที่สุดเท่าที่มีด้วย มีนอสเลยถือสิทธิ์จะเอามันไว้ใช้ในส่วนกลางเลยโดนมันเกลียด อ๊ะนี่จดหมายที่ติดอยู่กับขาของภังคีนายอ่านให้ฟังทีนะ” เจ้าของนกขนสวยยื่นกระบอกเล็กๆ น้ำหนักเบาที่ใช้เก็บจดหมายให้ชายหนุ่มก่อนจะปลีตัวไปให้น้ำและอาหารเลี้ยงเจ้านกจอมเชิดที่แทบไม่กระดิกหางตามาทางเขาเลย
“จะดีเหรอจดหมายนี่อาจมีอะไรเป็นส่วนตัวนะครับ”
“ไม่หรอกคงจะเขียนมาว่าข้าล่ะ อ่านเร็วๆ ข้าเริ่มปวดหัวอยากจะนอนแล้ว” ไออาคอสถอดเสื้อโค้ดเอามาม้วนหนุนหัวต่างหมอนแล้วจึงเอนตัวนอนปิดเปลือกตา
อาร์เนเดินไปปิดหน้าต่างและม่านบังตาเสียก่อนแล้วค่อยๆ จัดการเอาม้วนกระดาษออกมาจากกระบอก เขาทอดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้เตียงพับของเด็กหนุ่มก่อนจะไล่สายตาจับใจความของจดหมายอย่างคร่าวๆ โดยอาศัยแสงไฟสีส้มสุกสว่างจากโคมประดับ
“ฟังนะครับ” อาร์เนยิ้มเมื่อเด็กหนุ่มพยักหน้าตอบพลางขยี้ตาอย่างงัวเงีย “ขอโทษด้วย ข้าจะรอที่เบรสเซียและจะไม่ไปไหน เพื่อรอเจ้ากลับมาเดินทางด้วยกัน มีนอส มีหยดเลือดด้วยล่ะครับเหยี่ยวตัวนี้ดุจัง”
“โอ๊ย ปวด...ปวดหัว” เสียงสูงคราง
“ว่าอะไรนะครับ” อาร์เนโน้มหูเข้าไปฟังเสียงใกล้ๆ แต่กลับถูกเจ้านกภังคีจิกตาใส่ด้วยความมุ่งร้าย มันยอบตัวเหมือนพร้อมจะคุกคามได้ทุกเวลา
“อย่าภังคี นกดีนกเก่งนกขนสวย” คนยอนกโล่งใจเมื่อเห็นนกที่ถูกยอบ้ายอด้วยการเอาอุ้งกรงเล็บกวักข้างแก้มแก้เขิน
“ปวดตรงแผล”
“ตัวร้อนด้วยแหละครับ ผมให้ยาไปคุณไอได้ทานหรือเปล่าครับ” ถามแล้วต้องถอนใจเมื่อถูกส่ายหัวปฏิเสธตอบ “ทำไมคุณดื้อเหมือนน้องๆ ผมอย่างนี้นะ ฉีดยาเลยดีไหมครับ”
“ไม่เอา”
“งั้นทานยานะครับ”
“อือ” ดวงหน้าหวานจิ่มลิ้มพยักหงึกหงัก แขนน้อยๆ ทั้งสองข้างยันตัวเหยียดขึ้นอิงบ่ากว้างเพื่อที่จะได้ทานยาได้สะดวก
‘นี่ขืนคุณมีนอสมาเห็นเข้ามีหวังเอาเราตายแหงมเลย’
“เช็ดตัวด้วยนะครับ”
“ไม่ได้นะ อย่า ไม่เอาๆ” เด็กหนุ่มปัดป้องมือแต่ด้วยฤทธิ์ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงโดยเฉียบ พลันทำให้ล้มพับลงเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าปลดกระดุมเสื้อไล่ลงมาเรื่อยๆ
“อย่าจ้องอย่านั้นสิภังคี ฉันไม่มีเจตนาไม่ดีกับนายของเจ้านะ ฉันแค่เช็ดตัวให้...” ขณะที่ชายหนุ่มประคองร่างให้ก้มลงเพื่อจะดึงเสื้อตัวหนาชื้นเหงื่ออยู่ประปรายออกลำแขนกว้างก็สอดเข้าประคองกลางลำ ตัวเพื่อไม่ให้คนป่วยฟุบคว่ำลงบนพื้น ทว่าส่วนสัมผัสที่ได้รับรู้กลับสร้างความตกใจจนต้องผงะ
“คุณไอ นี่คุณเป็น...”
ไว้ต่อตอนสามค่ะ ต่อด้วย touch me by...
“ปะ ปล่อยมือนะ อ๊ะ อ๊ะ อื้อ”
เสียงที่ร้องบอกขออย่างขุ่นเคืองใจเรียกให้รอยยิ้มบางกระตุกขึ้นที่มุมปากขณะกำลังง่วงอยู่กับการดูดกลืนลิ่มโลหิตคาวเค็มออกจากปากแผลบวมช้ำด้วยพิษร้ายจากแผ่นหลังนิ่มละมุนจนผู้กระทำอกใจไม่ได้ที่จะไต่ระดับลดลิ้มตามแนวสันหลังพลางหยอกเย้าอย่างสนุกปาก
“เฟลเมล!” ร่างเพรียวบางกว่าสะดุ้งตกใจทันทีเมื่อถูกคลำสัมผัสไปรอบๆ บั้นท้าย มือบางหันมาปัดมือเรียวยาวที่เย้าแหย่นั้นออกพร้อมกับส่งสายตาขึงๆ ไปให้แต่ถึงแม้จะทำหน้าดุแค่ไหนดวงหน้าหวานสวยรูปไข่ก็ยังคงน่ารักเกินกว่าที่ควรจะมาตรึงสะกดอยู่ในร่างของชายหนุ่มผู้เป็นถึงหนึ่งในตรีทูตได้
“โธ่...เจ้ามันก็เล่นตัวนัก” ดวงตาสีอำพันทอดมองอย่างเจ้าเล่ห์ผ่านแผ่นผิวสีลออจรดไปสุดลำแขนกลมกลึงซึ่งโผล่พ้นขอบปกเสื้อคลุมตัวหนาที่เจ้าของร่างคว้ามาปกปิดด้วยความรู้สึกเกร็งเกรียวในช่องท้องอย่างประหลาด “รู้ไหมข้านะชอบเสียงของเจ้าตอนที่เรียกชื่อข้าที่สุดเลย อ๊า...เฟล เมล”
หมอนอิงกำมะหยี่สีแดงสดถูกเจ้าทุกข์คว้ามาปาตอบโต้เสียงหัวเราะแสนสำราญ เฟลเมลรับมันไว้ด้วยสองมืออย่างนุ่มนวลก่อนที่มันจะกระทบตรงสันจมูกอย่างจังได้พอดี เรียวยิ้มเผยประดับดวงหน้าขึ้นอย่างสมใจเมื่อได้เห็นสีหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธของอีกฝ่าย
“เจ้ามันช่างหยาบคายนัก โอ๊ย!” คงเพราะความโกรธที่ทำให้ลืมตัวจนต้องตวาดขึ้นสุดเสียงส่งผลให้พิษที่ค้างคั่งในกระแสเลือดกำเริบให้ต้องฟุบลงในอ้อมแขนกว้างแกร่งที่ประคองรับได้ทันท่วงที
“ซุยเคียว” เสียงนุ่มน่าฟังกระซิบแผ่ว “คืนนี้เจ้ามาตกเป็นของข้าอีกหนหนึ่งเถิด ข้าจะช่วยล้างพิษในตัวเจ้าทุกซอกทุกมุมไม่มีเหลือเอง” พลางพรมรดลมหายใจร้อนระอุไปตามไรแก้มใสที่บ่ายเบี่ยงรสจูบอย่างว้าวุ่น ลำแขนเรียวเล็กกั้นอยู่ระหว่างแผ่นอกกว้างกำยำกับกายของผู้เป็นเจ้าของซึ่งร้อนขึ้นมาจากพิษไข้ก่อนจะยอมแพ้คลายโอบกระหวัดรอบหลังคอของคนที่สูงกว่าด้วยความจำยอม
“ว่าง่ายๆ สิดี ของของข้า” สิ้นคำดวงหน้าคมคายก็โน้มลงบดขยี้ริมฝีปากที่เผยอยิ้มขึ้นรอรับรสร้อนอยู่พร้อมแล้ว ปลายลิ้นสอดใส่ควานค้นอย่างเข้าหาอยู่นานก่อนจะผละระยะเว้นหายใจหอบ ร่างสูงกำยำนั้นเหมือนจะเพิ่มเรี่ยวแรงที่สูบเอาจากคู่ของตนขึ้นทันตาผลักร่างของซุยเคียวให้นอนราบลงบนโต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะซุกใบหน้าลงกลืนกินส่วนที่พ้นออกจากกางเกงที่ถูกจัดการไว้
ซุยเคียวหายใจเฮือกพลางบิดกายอย่างทรมานจนกวาดเอาเอกสาร หนังสือและขวดหมึกที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบให้หล่นกระจัดกระจายทั่วพื้นพรม ไรฟันขาวเรียบรายราวไข่มุกขบเม้มกลบกลั้นไม่ให้
เสียงครางใดๆ ลอดผ่านริมฝีปากสู่โสตอันดีเลิศของเหล่านางกำนัลจอมสอดรู้สอดเห็นได้อีก
“อืม...อืมอือ อือ อือ” ร่างบางได้แต่หอบหายใจ เรียวขาที่พาดบนบ่ากว้างเกร็งตัวแน่นปลายเท้าจิกอยู่บนแผ่นหลังบ้างดันเหยียดบ้างเป็นการจงใจเร่งเร้าอารมณ์ของอีกฝ่าย ซุยเคียวมีข้อเสียตรงที่ตั้งทิฐิกับตัวเองไว้สูง ดังนั้นการที่สามารถยั่วย้าวให้เฟลเมลจนยอมโอนอ่อนให้ก่อนได้จึงถือเป็นชัยชนะอีกอย่างที่หวานหอมยิ่งนัก
“ไม่สำเร็จหรอกน่า” เฟลเมลเงยหน้าขึ้นอย่างรู้ทันก่อนจะคร่อมร่างของอีกฝ่ายแล้วมอบรสจูบหวานลึกล้ำและหนักหน่วงให้อีกหน ริมฝีปากเผยอล้ำกล้ำกรายไปมาซึ่งกันและกันเปรียบคล้ายกำลังต่อสู่บนสังเวียนกับอารมณ์รัญจวนของกันและกันต่อสู่กับความรู้สึกลึกลับที่เรียกว่าเสน่ห์หา
“อืมม์...หวานจังเลยเฟล เม...” คำพูดตามอารมณ์สะดุดลงแทนที่ด้วยถ้อยอุทานแสดงความโกรธ ดวงหน้าสีระเรื่อเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดทันทีเมื่อดวงหน้าคมคายราวรูปสลักเงยสบมอบรอยยิ้มอย่างรู้เท่าทันที่แม้จะเป็นรอยยิ้มแสนเอ็นดูแต่ก็ปนไปด้วยความลำพองในชัยชนะเช่นกัน
“บ้าที่สุด” เสียงสูงหวีดร้อง “ปล่อยเลยนะ ถอยจากตัวข้าเดี๋ยวนี้” มือบางผลักด้วยเรี่ยวแรงที่พอมีก่อนจะผลุดลุกกระเถิบหนีอย่างรวดเร็วแต่มือเรียวของเฟลเมลกลับคว้าเอาศีรษะของซุยเคียวกดกระแทกกับโต๊ะหนังสือ อีกมือก็กดรวบเอาสองมือไพล่หลังบางพลางคร่อมกายแนบประชิดบั้นท้ายไม่ให้ดิ้นหนีไปไหน
“เจ้าแพ้ ซุยเคียว” ร่างสูงหัวเราะอย่างสุขใจ “แต่เจ้าไม่รู้หรือแกล้งลืมกันหืมม์...ว่าข้าไม่ใช่คนใจดีอยู่แล้ว”
“แผลนี้เจ้าไปโดนอะไรมานะ” ถามพลางเคลื่อนคอสมิกมารีโอเนชั่นเข้าฝืนบังคับร่างของคู่สนทนา “อ๋อ ศรเงินดอกนั้นคงทำให้เจ็บมากเลยละสิเช่นนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าเจ็บจนลืมเจ็บเอง”
ชายหนุ่มบรรจงจูบลงริมบาดแผลเบาๆ ขณะที่มือเรียวก็ลูบเรือนผมนุ่มละมุนสีน้ำลึกอย่างเพลิดเพลิน หน้าท้องแบนรามเต็มไปด้วยมัดกล้ามอิงชิดสะโพกกลมพลางพยายามแทรกสัมผัสลึกเข้ามา
“ท่านเฟลเมล” เสียงหนึ่งเรียกอยู่นอกฝั่งประตู “โปรดอนุญาตให้รูเน่ผู้นี้เข้าพบท่านด้วยครับ”
แม้จะโล่งอกแต่ซุยเคียวก็ได้ยินเสียงถอดถอนใจของเฟลเมลดังขึ้นด้วยความไม่พอใจให้รู้สึกหวั่นวิตกอยู่ไม่น้อย
“อย่านึกว่าเจ้าจะรอดตัวนะ” เสียงทุ้มกระซิบ “เข้ามา...รูเน่”
ประตูไม้เรือนใหญ่ลงสลักลวดลายงดงามลั่นร้องตามความเก่าแก่ ชายหนุ่มร่างโปร่งในชุดคลุมผู้พิพากษาประจำยมโลกถือแส้อาบเลือดเข้ามาพร้อมศรเงินเจ้าปัญหา ดวงหน้านิ่งสงบจ้องร่างที่นอนนาบบนโต๊ะทำงานไล่ไปจนถึงกองเอกสารที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นก่อนจะก้มลงเก็บเรียบเรียงเอกสารเหล่านั้นกลับขึ้นมาวางตรงหน้าซุยเคียว
“ผมว่าท่านเฟลเมลไม่ควรประพฤติเช่นนี้กับคนเจ็บ น่าจะให้ท่านซุยเคียวได้พักผ่อนมากกว่า...ทำเรื่องให้เป็นขี้ปากพวกนางกำนัล”
“ข้าจ้างเจ้ามาเป็นแม่ข้าเมื่อไหร่กันหารูเน่”
“มิได้หรอกครับ” รูเน่ตอบเสียงขรึม “ตราบใดที่ท่านไม่ได้ทำอะไรแต่ตามอำเภอใจข้าก็ยังอยากเป็นแขนขาผู้พักดีของท่านเสมอ” คำตอบที่ทำให้เฟลเมลจำยอมรับด้วยการประชดยิ้ม
“เอกสารสำคัญทั้งนั้น...ของเจ้ามีอยู่ครึ่ง” เฟลเมลจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วคลายคอสมิกมารีโอเนชั่นออกจากการควบคุมซุยเคียวทันทีที่เป็นอิสระได้ร่างบางก็ทรุดกายลงใต้โต๊ะอย่างเร่งรีบด้วยความอับอายคอยแต่นั่งมองชายทั้งสองคัดกรองเอกสารที่เกลื่อนพื้นไปทั่วด้วยฝีมือของตนกันอีกครั้ง
“ท่านไปนั่นตรงโซฟาใกล้เตาพิงนั่นก่อนเถอะครับอีกสักครู่ข้าจะเอาชามาให้” รูเน่พยุงผู้เป็นนายอีกท่านขึ้นแล้วจูงไปนั่งบนโซฟาใกล้เตาพิงอุ่นๆ ซุยเคียวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหมาว่าง่ายๆ ถูกลากไปผูกไว้กับเสาคอยแต่นั่งสงบเสงี่ยมรอเจ้าของมารับ
“เจ้าเอ่อ ทำความดีความชอบขนาดนี้นายเจ้าตบรางวัลให้เป็นอะไรเหรอ”
“รางวัลหรือครับ” ชายหนุ่มอ่อนวัยแต่ร่างสูงกว่าเลิกคิ้วสูง “ถ้าเนื่องจากทำความดีความชอบคงไม่มีหรอกครับคงจะมีก็แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ตอนนายข้าอยู่ดีๆ อย่างชาวบ้านเขาไม่ได้มากว่า” ว่าแล้วส่ายศีรษะทำท่าหน่ายใจ “แต่อย่างข้าคงไร้ความสามารถ” ด้วยคำพูดที่แสนถูกใจทำเอาซุยเคียวหัวเราะออกส่วนเฟลเมลส่งส่ายตาดุๆ เย็นๆ มาเตือนคนทั้งสองแต่ไกล
“พวกจ้านี่เข้ากันดีจริงนะทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแท้ๆ”
“เรียกว่าถูกชะตาก็ได้ครับ”
“หึ ถูกชะตาเหรอ” เฟลเมลกรายเท้าเข้ามาใกล้แล้วโอบรอบจากแผ่นหลังของร่างเล็กดึงมากอดแนบอก “ปองดอกฟ้าละไม่ว่า” แล้วระดมจูบไล้ไปทั่วดวงหน้าเย้ยอีกฝ่ายที่ตีหน้านิ่งชวนหมั่นไส้
“หยุดนะเฟลเมลเจ้าไม่มียางอายบ้างหรือไง” ผู้ที่ถูกกระทำตวาดด่าลั่น มือบางสาวตบข้างแก้มของอีกฝ่ายให้รู้สำนึก
“ไม่มีนะสิถ้าเป็นเจ้า”
แววเย็นเยียบฉายผ่านม่านตาสีอำพันขณะจ้องสวนกลับดวงตาที่คลอด้วยความโกรธเตือนให้ซุยเคียวระลึกว่าตัวเองก็ลืมตัวลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายอย่างไม่ยั้งคิดเช่นกัน หากเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่สมควรมาเสียใจแต่ต้องรีบถอยห่างจากคนน่ากลัวโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะ...
“จะประกาศต่อหน้าผมว่ารักกัน...ควรอยู่ด้วยกันดีๆ อย่าก่อเรื่องชวนทะเลาะเลยครับ”
“เอ่อ...เออไม่ใช่”/ “ใช่ เข้าใจแล้วก็ดี” ฝ่ายหนึ่งปฏิเสธหน้าแดงอีกฝ่ายยอมรับหน้าตาย
“ท่านซุยเคียวข้าเพิ่งซักทอดมือสังหารที่หมายปลิดชีพท่านจนมันยอมรับว่าศรเงินดอกนี้แค่ลงอาคมเอาไว้ไม่ได้อาบพิษร้ายแรงนักแต่ว่าเหตุผลที่มันลงมือนั้นทำเพื่อต้องการเลือดของท่าน” รูเน่วางศรเงินลงตรงหน้าคู่สนทนา “พอนึกออกไหมครับเกี่ยวกับสิ่งนี้”
แววสลดวาวสลัวในดวงตาสีพลอยดำทันทีที่ผู้เป็นเจ้าของพินิจจ้องศรเงินวามวับ ลวดลายอันเกิดขึ้นจากการหล่อหลอมตกแต่งอย่างประณีตเป็นเถากุหลาบบานประดับด้วยพลอยสีชมพู พู่ขนนกยูงสะบัดพลิ้วอยู่ส่วนปลายที่หัวลูกศรมีการลงรักษ์เป็นลวดลายซึ่งสะท้อนภาพของผู้ที่มองมันราวกับกระจกจึงน่าแปลกนักที่ศรเงินนี้เหมือนจะเป็นของที่ระลึกล้ำค่ามากกว่าจะใช้มาเป็นอาวุธเยี่ยงนี้
“ศรเงินนี่” มือบางหยิบขึ้นมา “ข้าเป็นคนทำมันขึ้นมาเองแล้วก็ฝากไว้ที่เคียวโกเงาไม่นึกว่าจะได้เห็นมันอีกแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเซนต์หรอกนะข้ารับรองได้”
“เจ้าแน่ใจจริงหรือแล้วเคียวโกเงานั่นอีก หมายถึงใครกันซุยเคียว”
“เคียวโกเงานั่นเป็นกบฏคงนึกทำอะไรสักอย่าง”
“มันได้เลือดของท่านไปแน่เราไม่ควรวางใจนะครับ”
ซุยเคียวโบกมือปฏิเสธ “ถ้าเคียวโกเงาจะลงมือมันก็ไม่เริ่มที่เราหรอก อีกอย่างชายคนนั้นไม่เผยตัวออกมาง่ายๆ แน่ป่านนี้แล้วคงจะไปซ่อนตัวระหว่างห้วงมิติที่ไหนสักแห่ง” ดวงตาสีพลอยดำวาวโรจน์ขึ้น “เป้าหมายของมันคือการสังหารอาเทน่าและกองทัพยมโลกเองก็ระแคะระคายเรื่องนี้อยู่แล้วมิใช่หรือ”
ความเงียบงันก่อตัวขึ้นอีกครั้งจากความจริงที่ยืนยันได้
“เฮอะ ฟังดูน่าสนุกนี่แต่ว่านะกองทัพของเรานี่แหละที่จะบั่นคออาเทน่าได้ก่อนมันเสียอีก” เฟลเมลลุกขึ้นสวมเซอร์พลีสหมายเข้าเข้าพบผู้นำกองทัพแพนโดร่าตามเวลาที่ถูกเบิกตัว
“เฮ้อ ช้าไม่ได้แล้วเจ้าราดาแมนทีสคงเล่นงานข้าแน่โทษฐานบังอาจทำให้ท่านแพนโดร่านายเหนือหัวของมันต้องรอนาน”
“สุนัขรับใช้ชั้นดีเลยสินะคนคนนั้น”
“นั่นสินะ แต่ว่าความรู้สึกของเจ้าในตอนนี้จะเป็นแบบมันได้หรือเปล่าล่ะความภักดีที่มีต่อกองทัพยมโลกอย่างสุดหัวใจเช่นนั้นน่ะ”
“พูดอะไรของเจ้า” ซุยเคียวขบเม้มริมฝีปากแน่นพลางหลีกหลบสายตาที่มองเข้ามาค้นความจริงแต่มือเรียวก็ฉวยเชยคางมนให้เงยขึ้นสบสายตาจนได้ ดวงหน้าคมสลักที่โน้มใกล้เข้าลมหายใจร้อนระอุรดระข้างแก้มรุกล้ำให้ใจเตลิดตามอารมณ์
“ช่างเถอะ ข้าจะไปแล้วรูเน่เจ้าช่วยทำแผลต่อจากข้าก็แล้วกัน”
“ขอรับ”
“ส่วนเจ้าจากนี้ก็พักผ่อนให้มากๆ ล่ะเรื่องที่เหลือต่อจากนี้ข้าจะจัดการเอง”
“อ้อ นี่ข้าจ้างเจ้ามาเป็นพ่อแม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันไม่เห็นรู้”
“แล้วอยากรู้รึเปล่า” เสียงนุ่มกระซิบใกล้ “แล้วคืนนี้ข้าจะช่วยบอกเองของของข้า” ก่อนจะบรรจงจูบเบาๆ ตรงหน้าฝากมนแล้วจากไปชำระหน้าที่ซึ่งรอคอยอยู่
ซุยเคียวลอบถอนหายใจหลังจากที่ให้รูเน่ทำแผลและจ่ายยาเรียบร้อยแล้ว ร่างบางอิงกายลงนอนบนที่นอนนุ่มฟูชนิดที่ไม่มีใครหน้าไหนในแซงจัวรี่หรือแม้แต่องค์อาเทน่าจะมีวาสนาได้มาครอบครองก่อนจะผล็อยหลับไปกว่าจะถึงเวลาตื่นแสงเทียงสีสลัวก็สว่างไสวนวลตาไปทั่วห้อง ที่มุมหัวเตียงรูเน่กำลังจัดเตรียมอาหารค่ำอุ่นๆ และยาขนานใหม่เอาไว้อยู่
“ตื่นแล้วหรือครับ”
“เอ่อ รูเน่ตอนนี้...”
“ก็ราวๆ สามโมงยาม (ช่วงเวลาสามทุ่มถึงเที่ยงคืน) แล้วล่ะครับ”
“เจ้าอยู่กับข้ามาตลอดทั้งวันเลยหรือ”
“ข้าเพียงแต่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นครับ” คนด้อยศักดิ์กว่าตอบจึงค่อยผละไปเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบไว้รอ
.
.
.
ปลายเท้าจุ่มลงในน้ำอุ่นก่อนที่ร่างบางจะเคลื่อนกายหย่อนลงชำระความอ่อนล้าออกจากผิวเนียนละเอียด ในขณะนั้นรูเน่ก็กำลังเทน้ำหอมกลิ่นจรุงใจลงในอ่างเซรามิคขาววาวก่อนจะเคลื่อนกายลงบีบนวดขมับใต้เรือนผมที่รวบเป็นระเบียบไม่ให้เปียกน้ำ
“ทำไมนายเจ้าไม่เห็นทำให้ข้าบ้างเลยนะ” ซุยเคียวพึมพำพลางถอนใจ เงาสะท้อนบนผิวน้ำสีขุ่นราวน้ำนมกลบเกลื่อนรอยช้ำเป็นจ้ำแดงตามเรียวขาและแผ่นอกสะท้อนภาพเรียวหน้ารูปไข่ของเจ้าตัวขึ้นมา
ในโลกนี้มีเพียงเจ้าหรือไงนะที่จะล่วงรู้ลงไปถึงไปถึงจิตใจส่วนลึกของข้า
ซุยเคียวเงยหน้าขึ้นมองดวงหน้าที่ก้มลงมาของรูเน่ แต่ภาพที่ทับซ้อนออกมาในขณะนั้นกลับเป็นของชายหนุ่มผิวขาวขจัดดุจหิมะป่าสีบริสุทธิ์ ปลายผมสีเงินยวงระย้านั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีนิลสนิทและดวงหน้าอันอ่อนวัยกว่าก็กลายเป็นดวงหน้าคมคายที่เคยคุ้นอันแสนคิดถึงกำลังยิ้มอย่างเอ็นดู ความงดงามราวเทพบุตรนั้นไม่สมควรที่จะระบายไว้ซึ่งความระทมทุกข์ยิ่ง
ข้าเข้าใจเจ้านะ ไม่ใช่ว่าเจ้าตั้งใจทำให้ข้าเจ็บปวดหรอกเพียงแค่...ไม่อยากให้ข้าที่เป็นอิสระจากสายสัมพันธ์ของเราลืมเลือนเจ้าไปอย่างง่ายดาย แต่ว่านะ รสสัมผัสของเจ้านั้นมันทำให้กายของข้าเร้าร้อนกว่าที่ใครจะทำได้ รสจูบที่แสนหวานยิ่งกว่าหวานอันดูดดื่มของเรามันยังติดตรึงอยู่ไม่จางหายเช่นนี้แล้วเรื่องที่ข้าจะลืมเจ้าคงไม่มีวันเป็นไปได้แน่ทว่าเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... คือ ทำอย่างไรจึงจะลืมเจ้าได้ เคียวโกเงา
“ขอข้าแตะแก้มของเจ้าได้ไหมรูเน่” ริมฝีปากที่เผยรอยยิ้มลิ้มละไมไหว้วอนพลางเทียบปลายนิ้วเรียวแตะเนินแก้มของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา
“ได้สิขอรับ” ไม่เพียงแต่คำตอบรับที่ทำให้ซุยเคียวรู้สึกประหลาดใจเท่านั้น หากคนที่เคยได้ยินมาว่าชื่นชมความเงียบสงัดจนใบหน้าอ่อนวัยที่เห็นนั้นเรียบเฉยไม่เคยได้แต้มระบายด้วยอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เลยกลับมอบรอยยิ้มชวนมองอีกด้วย
“รู้สึกดีจังนะ ถ้านายเจ้าทำให้ข้าแบบนี้บ้างก็คงดีไม่น้อยเลย”
“มิได้หรอกครับ” แส้เพลิงไฟเยอร์วิปสะบัดวาดพันรัดเอาเรียวแขนทั้งสองแนบกับลำคอระหงอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไปแล้วแทนที่ด้วยความเย็นชาอันแผ่รังสีอำมหิตน่าหวาดหวั่น
“จะเอาคนสองคนมารวมเป็นคนๆ เดียวคงไม่ได้” มือข้างที่จับด้ามแส้นั้นฉุดดึงให้ร่างบางตกกระแทกออกจากอ่างมานอนเปลือยเปล่าบนพื้นพรมกำมะหยี่ “เหมือนท่านจะยังไม่เข้าใจสินะ เหตุที่ข้ารูเน่ผู้นี้มักแสวงหาความสงัดเงียบนั้นเป็นเพราะข้าอ่านใจได้ยังไงล่ะครับ พรสวรรค์อันโสมมช่วยให้ข้าเรียนรู้เกี่ยวกับมนุษย์ได้มากเลยที่เดียว”
“เหมือนกับท่านนั่นแหละครับ” ชายหนุ่มจิกเรือนผมดึงดวงหน้างามที่ตื่นตระหนกขึ้นมาเผชิญหน้า “จิตใจที่เต็มไปด้วยตัณหาราคะไร้ยางอาย ความคิดที่หวนคำนึงแต่เรื่องกามอารมณ์แสนสกปรกชวนสะอิดสะเอียนท่านก็เป็นแค่มนุษย์ที่โหยหาถึงแต่เรื่องพรรค์นี้เท่านั้นล่ะครับ”
เรียวขาบางถีบร่างของอีกฝ่ายอย่างฉุนเฉียว
“เจ้าจะไปรู้อะไรอย่างเจ้าน่ะแค่อ่านใจได้จะมารู้ถึงจิตใจข้าได้อย่างไร” ซุยเคียวเหยียดชันขาลุกขึ้นก่อนจะเร่งคอสโมหมายสะบัดให้หลุดจากแส้พันธนาการ “เกิดอะไรขึ้นทำไมข้าถึงรวบรวมคอสโมไม่ได้หรือว่ารูเน่เจ้า...สารเลว” ตะโกนด่าได้เพียงเท่านั้นความเหน็บชาต่างๆ ที่เกิดตามกล้ามเนื้อก็กลืนกินเสียจนหมดเนื้อตัว
“ท่านซุยเคียวข้าต้องขออภัยด้วยได้โปรดไปกับข้าดีๆ เถอะครับ” ผู้พิพากษาย่างเท้าเข้าใกล้เรียวแขนกว้างถอดเสื้อคลุมที่สวมอยู่ห่มให้ร่างบางแล้วโอบมาสู่อ้อมแขนอุ้มขึ้นพาดบ่าพาไปสู่ชั้นทางเดินใต้ดินที่ห้องพิจารณาไต่สวนนักโทษ “ยาที่ข้าจ่ายท่านไป มันเป็นยาที่ลิดรอนและปั่นป่วนพลังในกายทำให้ตอนนี้ท่านก็ไม่ต่างจากคนอ่อนแอธรรมดาทั่วไป”
“เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร”
“เพราะเราสามารถวางใจในตัวท่านที่แปรพรรคมาจากฝ่ายศัตรูเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ไม่ค่อยไว้ใจท่านครับ”
“รวมถึงนายของเจ้าด้วยใช่ไหม” ร่างบางถามเสียงสั่น ถ้าหากการที่รูเน่สามารถอ่านใจได้เป็นเรื่องจริงซุยเคียวก็อดสูตัวเองนักที่จะเผยความหวั่นไหวในใจให้อีกฝ่ายรับรู้ รู้ซึ้งถึงความจริงอันน่าเจ็บปวด
“ทำไมจึงทอดทิ้งข้า ตัวข้าไม่ดีพอที่จะให้เจ้าไว้ใจหรือข้าทรยศเพื่อเจ้าทำทุกอย่างเพื่อเจ้าได้ ขอร้องล่ะอย่าทิ้งข้าไว้คนเดียวเลยโปรดพาข้าไปด้วย อย่าไปนะข้าเป็นของของเจ้าไม่ใช่หรือ...อย่าไป...”
อ้อมแขนบางโผเข้ากอดรอบแผ่นหลังของอีกฝ่าย แต่กลับถูกซัดกระเด็นออกไปอย่างแรงหากไม่มีหิมะที่ตกหนาไม่หยุดหย่อนก็คงเจ็บหนักไม่น้อยที่เดียว
“ซุยเคียว จงไปซะตอนนี้ตัวข้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว”
“ขอรับ” ตอบพร้อมหลับตานิ่ง “เราสายกันมากแล้วนะครับรีบไปกันดีกว่าเพราะที่รอท่านไม่ได้มีแต่สองตรีทูตที่เหลือหรอกนะ”
เปลวคบเพลิงที่ยวงเย็นราวน้ำทะเลในห้วงมหาสมุทรลุกโชนอยู่อย่างเงียบๆ ไม่เหมือนดั่งเปลวเพลิงสีส้มเจิดจ้าบนพื้นโลกซึ่งโชยปะทุกันอย่างเริงร่าราวกับนักระบำ ถึงกระนั้นแสงสีอ่อนก็ยังคงให้ความสว่างสุกสลัวได้ดียิ่งกว่าแสงเทียนอันริบหรี่
สำหรับซุยเคียวแล้วการก้าวเดินลงสู่ห้องพิพากษาใต้ปราสาทเป็นครั้งแรกดูไม่น่าพิศสมัยน้อยกว่าที่คิดเพราะทางเดินบันไดแทนที่จะเก่าแก่ทรุดโทรมกลับถูกสร้างด้วยหินอ่อนอย่างงดงาม เสา ซุ้มประตูโค้งรวมถึงราวบันไดแลล้วนแต่เสลาสลักได้อ่อนช้อย และยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ความสว่างไสวก็ดูจะเพิ่มพูนน่ามองยิ่งกว่าบนตัวปราสาทเสียอีก
“แหม กว่าจะมาได้เล่นเอารอซะเมื่อยเลย” เสียงทุ้มกังวานไม่คุ้นหูทักขึ้นทันทีเมื่อรูเน่แบกร่างบางมาถึง “มานั่งสินี่เก้าอี้ของเจ้าไง” มือเรียวยาวตบเบาะนั้นเบาๆ
“ท่านซุยเคียวครับท่านที่นั่งอยู่นั่นคนทางขวาที่มีผมสีทองคือ เทพนิทรารมณ์ฮิปนอส่วนท่านที่อยู่ทางขวาผมสีเงินคือ เทพมรณาทานาธอส” รูเน่กระซิบแผ่วแล้วค่อยๆ วางร่างที่พาดแบกมาลงบนเกาอี้พิงพนักตัวเล็กที่อยู่ระหว่างสองเทพก่อนจะผูกผ้าขาวปิดรอบดวงตามัดมือเข้ากับพนักแขนมัดเท้าเข้ากับขาเก้าอี้ข้างหน้า
“จะ...จะทำอะไรน่ะ”
“อืมม์ ถามง่ายดีนะ” เทพทานาธอสเชยคางของอีกฝ่ายขึ้นบีบไรแก้มทั้งสองข้าง “การูด้าอย่างที่รู้เจ้าสู้ทรยศกองทัพแห่งอาเทน่ามาฝักฝ่ายกับพวกเราเพราะภักดีต่อท่านอาโรนร่างทรงขององค์ฮาเดสที่เจ้าคอยดูแลเสมอมาแต่ว่าไอ้กากเดนที่อยู่ตรงนั้นมันดันบอกว่า...ชีวิตทั้งหมดของเจ้ามีไว้เพื่อเคียวโกเงานายของมัน”
“เพราะเรื่องของเคียวโกเงานั่นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย” เทพนิทราจิบชากลิ่นหอมชวนเคลิบเคลิ้ม “และข้าก็คิดว่าเจ้าคงจักรู้มันดีกว่าใคร” เทพหนุ่มทรงสง่าฉวยดอกฝิ่นสีแดงดุจโลหิตขึ้นมา
“ไหนลองบอกหน่อยสิว่าเจ้ากับมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร” กลีบดอกฝิ่นแตะไรแก้มชื้นเหงื่ออย่างนุ่มนวลเริ่มเลื่อนไล่ลงตามผิวบางไปเรื่อยๆ หยอกแหย่ลำคอเรียวระหงลูบโลมเลยผืนไหล่มนสู่หน้าท้องที่เกรียวเร่าอย่างทรมาน
“อะ...อัล อัลอย่า” ห้วงลมหายใจอ่อนระทวยขับออกจากริมฝีปากที่พร่ำครางชื่อของใครบางคนออกมาเรียกความสนใจจากเหล่าบุรุษที่รายล้อมเพื่อรอฟัง
“เป็นอย่างไรอุ่นดีไหมล่ะ ร่างกายของมนุษย์ด้วยกันนี่” มือเรียวสวยของชายหนุ่มโอบประคองศีรษะของคนที่นอนหอบอยู่ใต้ร่างของตนขึ้นมาเชยลิ้มชิมรสหวานกลมกล่อมจากริมฝีปากบวมช้ำ
เรือนกายชุ่มเหงื่อเบียกซุกซึ่งกันและกันอย่างเร้าร้อน
“แล้วพอทำแบบนี้ล่ะ” ปลายลิ้นชุ่มโชกลามเลียไปทั่วแผ่นอกขาวนวลก่อนจะเย้าหยอกที่ยอดปลายสีแดงฉ่ำ “พร้อมที่จะให้ข้าสอดใส่แล้วหรือยัง...พร้อมที่จะมาเป็นของของข้า” เสียงนุ่มถามและเมื่อดวงหน้าเรียวรูปไข่ของเด็กหนุ่มในความทรงจำอันยาวนานผงกหน้าด้วยความเอียงอาย ท่อนธารอันสมบูรณ์ก็สอดแทรกสัมผัสลึกล่วงล้ำเข้ามาภายใน
“อ๊า อ๊า...เจ็บอึก” ซุยเคียวครางสวาทอย่างหยุดไม่ได้พลางบิดเกร็งร่างกายอยู่เป็นพลันวัน “ข้า เป็นของของเจ้าแล้ว...อา เป็นของเจ้า” ที่ปลีขาบางเรียวเปียกเลอะไปด้วยของสีขาวดุจน้ำนมที่ถูกขับออกจากร่างกาย
“เห ไม่น่าเชื่อที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เองหรือ” ทานาธอสขบยิ้มเย็น “มิน่าเจ้าถึงรักมันเสียขนาดนี้ ยอมทรยศทั้งพวกพ้องและศิษย์เพื่อกลบเกลื่อนจุดประสงค์ที่แท้จริงน้ำเน่าสิ้นดี”
“แต่ข้าพอใจนะ” มือเรียวของฮิปนอสทัดดอกฝิ่นที่เรือนผมสลวยสีน้ำลึก “มนุษย์ที่เพียรหาคุณค่าให้กับตัวเองเพื่อใครบางคนเช่นนี้” ดวงตาสีบุษราคัมสงบเหลือบมองสองผู้คุมกฎที่อยู่ห่างออกไป
“น่าเอ็นดูนัก” ริมฝีปากเย็นเยือกบบดจูบลงอย่างรุนแรงขบขยี้เข้าไปภายในเพื่อเร่งเร้าเสียงกรีดร้องทุรนทุรายออกจากร่างบาง “เจ้าน่ะ คงรักศักดิ์ศรีของตัวเองมาสินะ”
“อย่า อือม์ อือ อือ” ซุยเคียวนอนนาบลงบนแท่นทรมานหลังจากที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ดวงตาสีพลอยดำคลอไปด้วยความอดสู่เบี่ยงหลบสายตาที่ทอดมองจากคนอื่นๆ จนเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งซึ่งตอนที่ยังเป็นคนอยู่คงจะสมบูรณ์กำยำอยู่ไม่น้อย แต่บัดนี้ส่วนที่เรียกได้ว่าเป็นแขนขากลับดูเหมือนไม้แห้งๆ ที่บิดงอผิดรูปน่าสยดสยอง สันกรามที่ฉีกหักห้อยลงจากข้างแก้มยับเยินไปด้วยบาดแผล สันกล้ามตรงแผงอกขาดเปื่อยเพราะพิษแส้
“ทิโทนัส!” แม้จะเหลือแต่ซากหรือกลายสภาพเหลือเพียงกากเดน หากซุยเคียวได้เห็นรอยแผลไฟลวกเกือบทั้งตัวที่เด่นชัดเมื่อไม่อยู่ใต้เสื้อก็จำได้ทันทีว่าชายผู้นี้คือจอมขมังธนูที่เคยรู้จัก
“มันว่าไม่เต็มใจเล็งยิงเจ้า” เรือนผมสีทองอรุณสูดดมกลิ่นอายที่ซอกคอ “แถมยังปากแข็งเรื่องนายของมันอีกด้วย”
“ปล่อยข้าไอ้เทพโสโครก” ซุยเคียวถมน้ำลายเปียกเหนียวใส่ดวงหน้าคมสลัก ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน เหมือนร่างบางจะเป็นบ้าถลาเตลิดไปที่ชายซึ่งใกล้ตายเต็มที
“อัล” ดวงตาสีพลอยดำระบายน้ำคลอใสไหลผ่านเรือนแก้มโดยไม่สนว่าร่างเปลือยเปล่าของตนจะประจักษ์สู่สายตาคนอื่น “นายของเจ้าอยู่ที่ไหน เขาอยู่ไหน”
“อะ...อ้านชุยเอียว...อ้า ฮายอ้าน...” ชายผู้ใกล้ตายกระเสือกกระสนพยายามเปล่งเสียงออกมาแต่กลับสำลักอย่างรุนแรงจนเลือดพ่นเป็นฝอยออกจากจมูกเปราะเปื้อนไปทั่วดวงหน้ารูปไข่ที่เลอะทั้งน้ำตาก่อนจะสิ้นใจลงในที่สุด
“ทิโทนัสเดี๋ยวก่อนสิ ทิโทนัส” ซุยเคียวเขย่าร่างคนตายหวังจะให้ตื่นขึ้นจากห้วงมหรรณพ
“น่าเสียดายนะ” มือเรียวเย็นดุจแท่งน้ำแข็งของเทพทานาธอสทึ้งดึงเรือนผมของชายหนุ่มจิกลากให้ผละลุกออกจากคนตาย “ทั้งที่มันจะมีชีวิตอยู่กับลูกทั้งสามซึ่งกำพร้าแม่ได้อีกนานแท้ๆ”
“ลิ้นที่บังอาจถมน้ำลายใส่คู่แฝดข้านี่ตัดทิ้งซะดีไหมนะ” ว่าพลางบีบไรแก้มแน่นก่อนจะโอบอ้อมแขนเย็นยะเยือกรั้งให้ร่างบางตกอยู่ในอ้อมอกแข็งกร้าวดุจป้อมปราการ
เทพมรณะผู้ไม่อ่อนโยนนั่งพิงเก้าอี้พนักโดยมีร่างบางของตรีทูตหนุ่มซึ่งถูกมัดมือไพล่หลังนั่งคร่อมอยู่บนตัก เทพเจ้าและมนุษย์ต่างแลกรสจูบอันดุจเดือดเข้าหากัน ปลายลิ้นสีเชอรี่เลียลิ้มรอบริมฝีปากล่างชิมรสเลือดของเทพที่เกิดจากไรฟันขาววาวของเจ้าตัวกัดลิ้นที่บังอาจรุกกล้ำเข้ามา แต่เทพนิทรากลับปิดโอกาสโดยเบียดริมเข้าเคล้าคลึงอีกหน
“ดูเหมือนร่างกายของเจ้าจะมีอำนาจฝืนเหนือจิตใจนะ” เทพนิทรากระซิบ “จิตใจอันอ่อนแอของเจ้า” แท่งธารสวบสวนเข้าช่องเนื้อนิ่มหลั่งของเปียกเหนียวคลั่งค้างอยู่ภายใน
“อ๊า...ขะ ขอร้องล่ะอย่ามองนะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ” ดวงตาสีพลอยดำฉ่ำชื้นด้วยน้ำตาที่คลอไหลท่วมแก้มถูกสองเทพแฝดขจัดด้วยปลายลิ้นปิดฉากกิจกรรมอุบาทว์ลงด้วยการผลักร่างที่บอบช้ำไปทั้งตัวลงกับพื้น
“จากนี้ไป” เทพมรณะเหยียดปลายเท้าเหยียบศีรษะของขุนพลหนุ่ม “ใจและกายของเจ้าจะไม่เป็นเพียงของใครคนใดคนหนึ่งอีก แต่จะเป็นของกองทัพเป็นขององค์ฮาเดสจงจำไว้ให้มั่น”
สองเทพผู้ทารุณเหยียดหยามเลือนร่างหายไปชั่วพริบตา
“สาหัตถ์มาก” ท่อนแขนกำยำของราดาแมนทีสประคอง ร่างซึ่งนอนหมดสติขึ้นมาโดยมีรูเน่หยิบยื่นผ้าคลุมมาปิดวางความเปลือยเปล่านั้นให้ก่อนจะถูกยกกลับไปยังโลกเบื้องบน
“ไอ้สองเทพนั่นมันก็แค่อยาก...โธ่เว้ย ทำไมพวกเราถึงทำอะไรไม่ได้เลย”
“ท่านเฟลเมล” รูเน่ขึ้นเสียงเตือนผู้เป็นนาย “โปรดระวังด้วยเถอะครับ ถ้าท่านไม่อยู่อีกหนึ่งแล้วใครจะคอยดูแลท่านซุยเคียวล่ะครับ”
“ตัวข้าเองก็ไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนมาเป็นผู้คุมกฎนอกเหนือจากพวกเราเช่นกัน...ซุยเคียวมีความสำคัญต่อท่านอาโรนนักถ้าพวกเจ้ามั่วกันจริงอย่างข่าวลือนั่นแล้วก็คงดูแลกันได้สินะ”
ราดาแมนทีสส่งร่างบางให้เฟลเมลก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับรูเน่
“ซุยเคียว” ดวงหน้าคมคายแนบแก้มอย่างอ่อนโยน “จากนี้ไปจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะรักษาแผลใจของเจ้าได้กันนะ”
หัวใจที่แหลกสลายและแหลกสลายและแหลกสลาย
จะคงอยู่ได้จากการแหลกสลาย
ผ่านความมืดอนาธากาล
แม้นเดียวดายหากจักแข็มแข็ง