fanfic saint seiya:Blue flame 2
posted on 04 Nov 2009 16:35 by granary-brownขอโทษที่ลืมบอกชื่อเรื่องนะค่ะ มาเริ่มตอนที่สองดีกว่า
พี่นาฟเม้มได้ใจรินมากเลยขอบคุณค่ะ
“เหมือนฝนจะตกนะ”
เสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นกับคนแจวเรือที่กำลังร้องเพลงเป็นห้วงทำนองเอื่อยๆ อันมีเนื้อหาไม่ค่อยน่าฟังนักเท่าใด คนแจวเรือซึ่งเป็นชายหลังโก่งวัยกลางคนมีท่าทางไม่ค่อยน่าคบเย้ยรอยปากขึ้นยิ้มให้กับความคิดดังกล่าว
“นั่นสินะขอรับ” คนแจวเรือวาดไม้พายพลางกลั้วหัวเราะ “แต่ถ้าเป็นฝนจริงๆ ก็ไม่เลวร้ายนักหรอกขอรับ”
ความผิดวิสัยธรรมชาติเป็นหนึ่งสิ่งที่คนแจวเรือกล่าว นั่นหมายถึงการที่ผิวน้ำใสสงบสะท้อนกลีบเมฆสีโคลนมวยม้วนซ้อนกันเป็นชันสูงอย่างคุกคามผู้คนเบื้องล่าง แสงอาทิตย์สดใสในยามเช้าถูกบดบังทำให้วันนี้ดูหดหู่ แต่ถึงกระนั้นสายสมกลับนิ่งแน่ไม่ได้โบกโบยเอาสายหมอกบังตาให้เลื้อยคลุมรุมล้อมอยู่รอบห้วงน้ำผ่านพัดไปเลย ส่วนอีกสิ่ง...
“ชารอน กว่าจะถึงเนี่ยอีกนานไหม” เสียงร่ำๆ จะหงุดหงิดจากร่างที่นั่งกอดเข่าตัวกลมอยู่ท้ายเรือ ไออาคอสในชุดลำลองแสนสบายรวบเรือนผมสีเปลือกมังคุดเงางามยาวประบ่าเป็นหางม้าไพล่ไปทางด้านหลังศีรษะเปิดดวงหน้าเกลี้ยงเกลาที่แก้มใสระบายไว้ด้วยความกระเง้ากระงอดเบื่อหน่ายเต็มประดา
มีนอสกับไออาคอสไม่ได้สวมเกราะเซอร์พลีสแล้ว ทั้งสองเปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลองตามแบบฉบับของแต่ละคนเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่มหานครนิวยอรค์ สำหรับมีนอสนั้นอายุมากกว่าไออาคอสเกือบๆ เจ็ดปีได้ รับทำงานเป็นอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยจึงสวมกั๊กทับเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ถักเปียสีเงินยวงทิ้งยาวพาดไหล่มาข้างหน้า ส่วนไออาคอสอยู่ใสชุดคอเต่าสีชมพูหวานกับกางเกงขาสั้นเลยเข่าคลุมกายด้วยเสื้อโค้ดผ้าไหมตัวยาวอันอบอุ่นสีดำสีเดียวกับกางเกง
“เบื่อหรือขอรับ” คนแจวเรือถาม
“อือ” เสียงตอบสั้นๆ ไม่ดังลอดผ่านริมฝีปาก ทำเอาชารอนต้อนถอนใจยาวออกมา
“ถึงข้าจะเป็นแค่คนแจวเรือก็จริงนะขอรับ แต่แม้เป็นท่านฮาเดสก็ตามถ้ามาโดยสารเรือข้าล่ะก็เป็นต้องจ่ายให้ข้าไม่ละเว้นขอรับ” คนแจวเรือเล่าแล้วเผยรอยยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อดวงตาสีพลอยดำคู่ใสๆ เงยขึ้นมามองอย่างสนใจ
“นั่นเป็นเพราะผู้โดยสารของข้าจะได้ฟังอะไรแปลกๆ ไม่คุ้นหูอย่างหมอกประหลาดเหล่านี้มาจากไหนขอรับ”
ไอหมอกหนาราวม่านโปร่งบังตาเข้าแผ่คลุ้งครอบครองอากาศโดยรอบจนมองไม่เห็นและไม่เป็นที่รู้สึกสร้างความกระวนกระวายให้เด็กหนุ่มเป็นไม่น้อย ต่างจากมีนอสและชารอนที่ระแวดระวังอยู่เงียบๆ
“ไม่เป็นไรไออาคอส แค่พวกตัวประหลาดหน้าหนาอยากขึ้นเรือกับเราเท่านั้น”
“หมอกคือแม่น้ำหรือทางสัญจรสำหรับเทพเจ้าและพวกตัวอมนุษย์ขอรับ” คนแจวเรือกล่าวพลางหยุดวาดพายปล่อยให้เรือลำน้อยลอยเคว้งนิ่งอยู่กลางดงหมอก
“กรุณาให้ผมขึ้นเรือของพวกท่านได้ไหมครับ” เสียงกังวานนุ่มนวลน่าฟังของชายหนุ่มดังขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก แม้กระนั้นต้นเสียงก็มาจากไม่ไกลเรือนัก
“ให้นั่งข้างสาวน้อยคนนี้ก็ได้” เสียงนั้นว่าแต่ไม่รู้หมายถึงใคร “ผมจะจ่ายคุณสองเท่าที่ขึ้นมาโดยพลการคนแจวเรือ”
“ขอโทษด้วย เรือเที่ยวนี้ที่นั่งเต็มแล้ว” ดวงตาสีบุษราคัมกร่างมองไปที่จุดกำเนิดของควันหมอกซึ่งกำลังเฟิ้มฟูเหมือนนกสยายขนปีกอย่างไม่เป็นมิตร “อีกอย่างเราไม่นิยมต้อนรับคนแปลกหน้า”
“อาร์เน กรีนฟอนเทีย” เสียงแนะนำตัว “เห็นแก่วันแห่งพระผู้เป็นเจ้าเถิดผมขอสาบานว่านอกจากการโดยสารเรือครั้งนี้แล้วหาได้มีเจตนาอื่นแฝงอยู่ไม่”
เถียงกันไปเถียงกันมาจนเด็กหนุ่มที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นแต่รำคาญเหลือเกินที่จะต้องมานั่งประดับบนเรือที่ไม่ยอมพายไปต่อจึงว่าขึ้นมาว่า
“เมื่อไหร่เราจะไปต่อกันซะที...นี่เจ้าน่ะถ้าตัวไม่ใหญ่มากนักมานั่งข้างๆ ข้านี่ก็ได้” ไออาคอสหันไปสบประสานกับสายตาที่ส่อแววไม่พอใจของมีนอส
“ก็ได้ขึ้นมา” หลังจากที่ได้รับอนุญาต หมอกที่ฟองเฟิ้มอยู่ก็ถูกสูบหายไปทางด้านหลังของช่องแสงสว่างก่อนจะจารจางออกจนเห็นชายหนุ่มรุ่นราวไล่เลี่ยกับมีนอสอย่างรวดเร็ว จากที่ประเมินได้เมื่อแรกพบอาร์เนคนนี้คล้ายคลึงกับนักเทศน์อยู่ไม่น้อยต่างกันตรงที่เสื้อคลุมหนังตัวยาวสีดำที่มีฮู้ดคลุมศีรษะซึ่งตอนนี้เปิดให้เห็นเรือนผมสีแดงไหม้ยาวเกือบประบ่า ดวงตาสีฟ้าของแมวสีสวาทข้างหนึ่งถูกผ้าคาดตาคาดปิดเอาไว้ส่วนอีกข้างก็ฉายแววเป็นมิตรดูนุ่มนวลอบอุ่นคลายความขุ่นหมองให้กับผู้คนที่พบเห็นได้
“เช่นนั้นก็ตามสบายแล้วกันคุณกรีน” มีนอกเค้นเสียงพูดโดยไม่ยอมละสายตาจากอากัปกริยาของร่างน้อยที่ส่งสายตาเป็นมิตรแบบที่ไม่มีทางได้เห็นกันได้ง่ายๆ ในยมโลกกลับไปบ้าง ไออาคอสเขยิบกายให้คนแปลกหน้านั่งโดยพยายามเก็บความกังขาที่เห็นชายผู้นี้สามารถยืนอยู่บนผิวน้ำได้อย่างสบาย
“สองเท่าก็สองเหรียญแต่ปกติถ้าไม่ขึ้นเรือจากบนฝั่งข้าเก็บสี่เหรียญเจ้าจะเป็นใครก็ช่างหากบอกจะจ่ายสองเท่าก็ต้องให้ข้าสิบหกเหรียญ”
สิ้นคำของคนแจวเรือความเงียบอันน่าอึดอัดก็แผ่ขยายออกมาจากตัวผู้โดยสารแต่ละคนเพราะต่างก็คิดเสียวสันหลังในราคาที่โกงตัวสูงเกินจริงอย่างน่าเกลียด ค่าโดยสารราคาสิบหกเหรียญนี้ยังมากกว่าค่าทำ งานที่กรรมกรคนหนึ่งจะได้ในแต่ละสัปดาห์เสียอีก แต่ชารอนก็ยังคงตีหน้านิ่งและยังไม่ยอมวาดพายไปต่อจน
“ตกลงครับแต่ผมขอจ่ายเป็นกระดุมเงินแท้ที่อยู่บนเสื้อของผมแทนหวังว่าคงรับนะ”
รอยยิ้มบางแสดงความจริงใจในข้อเสนอจุดขึ้นบนดวงหน้าท่ามกลางความแปลกใจของคนทั้งสามอีกทั้งยังส่งกระดุมเงินเม็ดใหญ่สีเงินที่แม้จะหล่อพิมพ์ขึ้นมาอย่างประณีตที่สุดแต่ก็ยังหมองหม่นด้วยคราบเกลือให้คนแจวเรือพินิจดูอีกด้วย
“หึๆ พ่อหนุ่มนี้ใจกว้างเสียจริง” คนแจวเรือจอมละโมบหัวเราะอย่างยินดีอยู่นานหลังจากทั้งกัดทั้งอมเหรียญพิสูจน์จนพอใจได้ว่าเป็นเหรียญเงินแท้แน่นอนจริงๆ กว่าจะวาดพายไปต่อได้มีนอสต้องตะเบ็งเสียงคำรามสั่ง ไออาคอสขบฟันโกรธจนตัวสั่นพลางก้มหน้าที่แดงซ่านซ่อนด้วยอับอายเอาไว้ ในใจของตรีทูตทั้งสองตอนนี้ต่างปฏิญาณเป็นเสียงเดียวกันว่ากลับยมโลกได้เมื่อไหร่เห็นทีสิ่งแรกที่จะทำคือการสำเร็จโทษคนแจวเรือคนนี้เสียแล้ว
“สาวน้อย” อาร์เนเอาเรียวนิ้วเขี่ยเรือนผมที่ปรกลงระแก้มของคู่สนทนาออกเบาๆ “ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยจะได้ไหม”
“สะ...สาวน้อยนี่หมายถึงข้าใช่ไหม ข้าไม่ใช่ผู้หญิงนะ” เด็กหนุ่มร้องลั่นใส่สีหน้าเหรอหราของคู่สนทนา ทำเอาเพื่อนที่ร่วมเดินทางมาตั้งแต่ต้นแอบลอบหัวเราะอย่างอดไม่ได้เจ้าตัวเลยถลึงตาดุดันเข้าค้อนให้
“ขอโทษนะก็กลิ่นตัวคุณหอมขนาดนี้ไหล่ก็บางนิดเดียวอย่างนี้คงต้องให้คุณลองถอดเสื้อผ้าออกก่อนผมถึงจะเชื่อแล้วล่ะ”
“ชารอนขอข้าถีบไอ้นี้ลงเรือเหอะ”
“ท่านไออาคอสชวนเขาขึ้นเรือไม่ใช่หรือขอรับ”
“อย่าเลยขำดีออก”
“ใครขอความเห็นเจ้ากันหา”
“ก็ไม่มีใครห้ามข้าพูดเจ้าก็รู้ใช่ไหมสาวน้อยไออาคอส” ว่าพลางหัวเราะสะใจ
“เจ้านี่มัน...ไอ้บ้า” เด็กหนุ่มโกรธจนหายใจหอบเลยหันไปดีกับคนแปลกหน้าที่มาง้อจนสำเร็จซึ่งนับเป็นการดีเพราะกว่าที่จะเข้าถึงฝั่งได้อาร์เนก็หมดเรื่องเล่าไปถึงเจ็ดเรื่องด้วยกันเป็นอันปิดปัญหาชวนกังวลว่าจะมีคนอาละวาดเพราะความเบื่อเป็นเหตุ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเหมือนจะเกินจริงเกี่ยวกับการเดินทางเกือบครบทวีปที่มนุษย์จะสามารถไปได้ และเท่าที่ฟังก็ดูเหมือนอาร์เนจะเลี่ยงการเดินทางในยามกลางวันเสียด้วย
“ผมแพ้แดดนะครับ”
ในความคิดของไออาคอสแล้ว ‘อาร์เน กรีนฟอนเทีย’ คนนี้น่าสนใจมากๆ จนอดอิจฉาในความเป็นอิสระขึ้นมาไม่ได้ อีกทั้งยังเล่าเรื่องได้น่าฟังด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล
“มากับข้าเลยไหม”
“หาอะไรนะครับ ตะกี้พูดว่า”
“หมายถึงให้เจ้ามาอยู่ใต้อาณัติของข้า เพราะข้าพอใจเข้า”
“ถึงแล้วขอรับ”
“เจ้าอย่าคิดว่าจะได้ลงจากเรือง่ายๆ นะถ้าไม่ยอมตกลงข้าจะใช้กำลังบังคับเจ้า”
มือน้อยคว้าจับปกเสื้อของคนแปลกหน้าไว้แน่นขณะที่ก้าวถอยหลังขึ้นฝั่ง ดวงตาสีม่วงใสจับจ้องเข้าไปในดวงตาแบบแมวสีสวาทที่เหลือเพียงข้างเดียวด้วยความปรารถนา จุดเด่นของไออาคอสคือความเอาแต่ใจทำให้คนรอบข้างอึดอัดลำบากใจเป็นวิธีบังคับที่ได้ผลเสมอมาและกำลังใช้ได้ผลกับอาร์เนแล้วด้วยถ้าหากมีนอสไม่ปรามเอาไว้ก่อน
“ไออาคอส เจ้าอย่าทำแบบนี้กับคนอื่นได้ไหม”
แต่ดูเหมือนว่าไออาคอสจะยังเคืองชายหนุ่มไม่หาย แทนที่จะเชื่อฟังเจ้าตัวกระโดดกลับขึ้นไปอยู่บนเรือเพื่อแสดงเป็นการประชดอีกฝ่ายทังยังกอดแขนของอาร์เนไว้เสียแน่น
“ข้าอยากได้เจ้านี่ หรือเจ้าไม่ชอบข้า”
“พ่อหนุ่มค่าโดยสารที่ตกลงกันล่ะ” ชารอนส่งเสียงทักทวงด้วยความร้อนรนอันเกิดขึ้นจากความละโมบที่ปั้นแปะดวงหน้าที่ย่นยับให้แดงเถือกเป็นริ้วๆ ไม่น่าดู อาร์เนจึงดุนหลังให้เด็กหนุ่มกลับขึ้นบนฝั่งพร้อมกับตนเสียก่อนแล้วกระซิบถามว่า
“ไม่มีรถม้าของท่านจอดรออยู่ตรงนั้นใช่ไหมครับ”
ไออาคอสพยักหน้าตอบ อาร์เนจึงล้วงเอามีดพกเล่มเรียวเล็กออกมาตัดกระดุมเงินอีกเม็ดส่งให้คนแจวเรือแล้วรีบคว้าแขนของเด็กหนุ่มพาวิ่งขึ้นคิววิ่งรถม้ารับส่งที่เข้าแถวจอดรอตรงมุมถนนอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงเอ็ดตะโรของชารอนที่เพิ่งถูกเบี้ยวค่าโดยสารไปสดๆ กับเสียงร้องเรียกของมีนอสที่ดั่งลั่นไล่หลังรถม้าที่เคลื่อนตัวออกไปไกลอย่างรวดเร็วจนแทบลับตาเสียแล้ว
“เจ้าโกงค่าโดยสารชารอนแถมยังพาข้าหนีมาอีกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
“พูดกันตรงๆ คือผมไม่มีเงินให้เขาหรอกครับเอ่อ...ค่ารถม้านี่ก็ด้วย” อาร์เนยิ้มแห้งๆ เมื่อถูกไออาคอสจ้องอย่างเย็นชา เขาถอดเสื้อโค้ทออกโชว์กระดุมเม็ดเงินสุดท้ายที่ติดอยู่บนเสื้อตัวใน
“จริงสิผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย บอกหน่อยได้ไหมครับ”